รับทำเว็บ สมุทรปราการ

ผู้เขียน หัวข้อ: ประวัติคนไทดำ ไทยทรงดำ ลาวโซ่ง  (อ่าน 4711 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ เฒ่านรก

  • Administrator
  • *****
  • กระทู้: 2252
    • ดูรายละเอียด
ประวัติคนไทดำ ไทยทรงดำ ลาวโซ่ง
« เมื่อ: มกราคม 29, 2013, 10:32:39 AM »
ตระกูลภาษาไท-กะได (Tai-Kadai Language Family)
ความเป็นมาของชาวไทดำ จังหวัดเลยนับเป็นเมืองเก่าที่มีความเป็นมาสืบสานวัฒนธรรมรักษา ภูมิปัญญา และมีกลุ่มชาติพันธุ์ นอกจากชาวไทยเลย แล้วยังมีชนชาติพันธุ์ต่างๆ อาศัยอยู่ ที่สำคัญคือ กลุ่มชนเชื้อสายไทดำ เป็นชนกลุ่มหนึ่งที่มีความสัมพันธุ์ใกล้ชิดกับคนพื้นเมืองเลย โดยตั้งถิ่นฐานอยู่ปะปนกัน อยู่ในเขตอำเภอเชียงคาน จังหวัดเลยนานมาแล้ว สำหรับความเป็นมาของหมู่บ้านไทดำ นับตั้งแต่สมัยที่มีการแย่งชิงดินแดนแคว้นต่างๆ ทางตอนเหนือของประเทศลาว ซึ่งเรียกว่าแคว้น ๑๒ จุไทย
ชาวไทดำ อพยพมาจากแคว้นพวน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ในปัจจุบัน เข้ามาในประเทศไทย ในปี พ.ศ. ๒๔๑๗ เนื่องจากมีเหตุการณ์ พวกฮ่อยกกำลังมาตีเมืองเชียงขวาง ซึ่งเป็นหัวเมืองสำคัญในแคว้นพวน ทางหลวงพระบาง ขอให้ฝ่ายไทยส่งกองทัพไปช่วยเหลือ โดยมีพระยาภูธราภัย เป็นแม่ทัพคุมกองทัพไปปราบฮ่อ ผลการปราบฮ่อครั้งนั้นไทยชนะ เมื่อเหตุการณ์สงบไทยได้ใช้นโยบายอพยพผู้คนจากแคว้นพวนเข้ามายังประเทศไทยด้วย ชาวไทดำถูกกวาดต้อนมาถึงกรุงเทพฯ โดยทำมาหากินตามที่ต่าง ๆ เช่น เพชรบุรี ราชบุรี ลพบุรี สุพรรณบุรี และพิษณุโลก ภายหลังพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ไปตั้งหลักแหล่งที่บ้านหมี่ คลองสนามแจง จังหวัดลพบุรีหลังจากนั้นประมาณ ๘ ปี เจ้าเมืองบริขันธ์ มาทูลขอราษฎรกลับไปยังเมืองเชียงขวางตามเดิม
โดยเริ่มอพยพลงมาตามเส้นทางเรื่อยๆ จนได้มาพักที่บ้านน้ำกอใหญ่ อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ ในขณะเดียวกันฝรั่งเศสก็เข้าครอบครองดินแดนล้านช้าง และได้ขอให้ไทยส่งคนอพยพคืนสู่ภูมิลำเนาเดิม ชาวไทยดำบางส่วนเห็นว่าต้องบุกป่าฝ่าดง จึงขอหยุดตั้งหลักแหล่งที่บ้านนาป่าหนาด อ.เชียงคาน จ.เลยส่วนชาวไทดำ อีกกลุ่มหนึ่งได้เดินทางข้ามแม่น้ำโขงไปยังบ้านน้ำกุ่ม แขวงเวียงจันทน์ แต่ในขณะนั้นเขตเวียงจันทน์ มีปัญหาการเจรจากับฝรั่งเศส ชาวไทดำจึงข้ามแม่น้ำโขงย้อนกลับมาตั้งหมู่บ้านที่ตาดซ้อ ต.เขาแก้ว อ.เชียงคาน จ.เลย อยู่ได้ระยะหนึ่ง จึงอพยพมาตั้งถิ่นฐานที่บ้านนาเบน แต่ภูมิประเทศไม่เหมาะแก่การดำรงชีพ จึงได้อพยพมาตั้งหลักแหล่งถาวรที่หมู่บ้านนาป่าหนาดต.เขาแก้ว อ.เชียงคาน จ.เลยด้วยกัน เพราะสภาพเป็นที่ดอนน้ำท่วมไม่ถึงมีป่าเขาลำเนาไพรคล้ายถิ่นฐานเดิม เมื่อปี พ.ศ.๒๔๓๘ โดยมีจำนวนครัวเรือนในขณะนั้น ๑๕ หลัง ปัจจุบันชาวไทดำ มีจำนวน๘๒๕ ครัวเรือนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพในทางการเกษตรกรรม
นอกจากนี้ยังมีชาวไทดำ หรือ ไทยทรงดำ หรือ ลาวโซ่ง ทางด้าน จ.เพชรบุรี ซึ่งได้เดินทางเข้ามาสู่ประเทศไทยตั้งแต่สมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีโดยอพอพมาจากเมืองแถง ประเทศเวียตนาม ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๑ และรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์โปรดเกล้าฯ ให้ลาวโซ่งล่องเรือมาอยู่ที่ ต.ท่าแร้ง อ.บ้านแหลม จ.เพชร บุรี โดยลาวโซ่งยังได้ตั้งถิ่นฐานกระจัดกระจายอยู่ใน จ.เพชรบุรี และจังหวัดใกล้เคียงอีกด้วย
ไทดำมีวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง เช่นภาษาพูด และภาษาเขียน อาชีพ การแต่งกาย ขนบธรรมเนียมประเพณี พิธีกรรมต่างๆ การดำรงชีวิตประจำวันยังคงผูกพันกับประเพณี พิธีกรรมและความ เชื่อดั้งเดิมอยู่เป็นอันมากลักษณะทางสังคมของไทดำยังคงรักษาขนบธรรมเนียมจารีตประเพณีและพิธีกรรม ไว้อย่างเคร่งครัด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในความเป็นปึกแผ่นและการดำรงเอกลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์


ประวัติศาสตร์ ชาวภูไทดำ ผู้ไทดำ อพยาพมาทางภาคอิสาณ ( อีกหนึ่งเวอร์ชัน)
ภูไทในประเทศไทย ภูไทในประเทศไทยได้ข้ามมาจากเมืองต่าง ๆ ในแถบลุ่มแม่น้ำโขง ทิศใต้แง่สิบสองจุไทย เช่น เมืองวัง เมืองเซโยน เมืองพิน เมืองนอง และเมืองมหาชัยกองแก้วเป็นต้น ซึ่งถูกกวาดต้อนมาบ้างติดตามญาติพี่น้องมาภายหลังบ้างต่างคราวกัน อีกพวกหนึ่งมาจากเมืองวัง ซึ่งได้อพยพมาจากเมืองน้ำน้อยฮอยอยหนูอีกทีหนึ่ง เล่ากันมาว่า เมืองน้ำน้อยฮอยหนูเป็นเมือง ๆ หนึ่งใน เขตสิบสิงจุไทยทิศใต้ครั้งหนึ่ง (สันนิษฐานว่าจะเป็นราวปลายรัชกาลที่หนึ่ง หรือต้นรัชกาลที่สองแห่งกรุงเทพฯ ) เกิดฝนแล้งในเมืองนั้นมีความอัตคัดขาดแคลนมากราษฎรไม่ได้ประกอบกสิกรรมกันตามปกติ จึงเกิดความอดอยากเดือดร้อนกันทั่วไป เจ้าเมืองน้ำน้อยหนู คงจะคิดแก้ไข หรือไม่ก็คงกดขี่บังคับราษฎรเกินควร จึงเกิดทะเลาะกันขึ้นกับท้าวก่าอันเป็นเหตุให้เกิดการแตกแยกกันขึ้นในกาลต่อมา ท้าวก่าคนนี้เป็นผู้มีคนนับถือมาก คนหนึ่งในเมืองนั้น เมื่อมีการวิวาทกับเจ้าเมืองแล้วท้าวก่าจึงเกลี้ยกล่อมราษฎรภูไทในเมืองนั้น ได้ประมาณหมื่นเศษแล้วพาอพยพลงมาเพื่อตั้งหลักฐานพึ่งโพธิสมภารที่นครเวียงจันทน์ตกราวปี พ.ศ. 2347-2369 อันเป็นระยะที่พระเจ้าอนุปกครอง พระเจ้าอนุรุธารข์เจ้าผู้ครองนครเวียงจันทน์สอบถาม ได้ความว่าพวกภูไทเหล่านี้เมื่ออยู่เมืองน้ำน้อยอ้อยหนู เคยทำแต่ไร่ข้าวและสวนแตงเป็นต้น ไม่เคยทำนาเลย จึงได้สั่งให้ไปตั้ง ภูมิลำเนาอยู่ที่เมืองวัง อันอยู่ในอาณาเขตเวียงจันทน์ ทางทิศตะวันออกเป็นที่อยู่ของพวกข่าเป็นอันมาก แต่ข่าพวกนั้นไม่ได้มาขึ้นแก่เวียงจันทน์ พวกภูไทมีท้าวก่าเป็นหัวหน้า จึงได้ไปตั้งอยู่เมืองวังตามคำสั่ง
เมื่อมาอยู่ที่เมืองวังไม่นานก็เกิดมีเรื่องกันขึ้นกับพวกข่า ซึ่งตั้งภูมิลำเนาอยู่ก่อนแล้ว เกี่ยวกับปัญหาว่า ใครจะเป็นใหญ่เป็นผู้ปกครอง พวกข่าก็อยากตั้งตัวเป็นนายปกครองพวกภูมิไท พวกภูไทก็อยากเป็นนายปกครองพวกข่าเรื่องเกือบจะต้องใช้กำลังอาวุธ แต่ในที่สุดตกลงในทางสงบได้ โดยใหม่การเสี่ยงบุญวาสนาพนันกันว่า ใครเอาหน้าไม้ยิงผา (ภูเขา)ลูกหน้าไม้ติดผาอยูได้ฝ่ายนั้นจะได้เป็นใหญ่อีกฝ่ายจะยอมอยู่ในปกครอง เมื่อถึงวันกำหนดเสี่ยงบุญวาสนา ต่างฝ่ายต่างก็นำหน้าไม้แห่กันไปยิงผาลูกหนึ่ง ซึ่งฝ่ายหลังมีชื่อตามที่ได้เสี่ยงบุญวาสนาว่า "ผาบุญ" พวกข่าพาซื่อเกินไปจึงใช้หน้าไม้ขายาว 3 ศอก ส่วนพวกภูไทมีไหวพริบดีกว่า จึงใช้หน้าธนูเล็ก ๆ ปลายลูกธนูติดปลายด้วยขี้สูด(ชันนางโรม) ข่าซึ่งเป็นพวกยิงก่อน ยิงไปโดยพาซื่อลูกหน้าไม้เมื่อปลิวไปถูกกับผก ได้กระดอนหล่นลงไม่ติดอยู่ ฝ่ายภูไทยิงไปค่อย ๆ ลูกธนูที่มีขี้สูดติดปลายจึงไปติดอยู่ที่ผา พวกข่าเห็นเป็นอัศจรรย์จึงยอมขึ้นอยู่ในความปกครองของภูไท บางพวกที่ไม่พอใจก็หลบหนีไป พวกภูไทรู้เข้าจึงออกติดตามไปกาด ( สกัด) อยู่ที่ผาแห่งหนึ่งช่องแคบเดินได้คนเดียวภายหลังได้นามตามนั้นว่าผากาดก็ไม่พบจึงออกติดตามต่อไป จนถึงผาลูกที่พวกข่าหนีเข้าซ่อนตัวอยู่ เห็นมีถ้ำกว้างลึกที่ปากถ้ำมีรอยคนใหม่ ๆ อยู่มากหลาย สงสัยจะเป็นรอยพวกข่าที่หนีมา จึงใช้พริกเป็นอันมากเผาอูด (สุมควันเข้าปากน้ำ) กลิ่นพริกเผาเข้ารบกวนพวกข่าที่ซ่อนตัวอยู่ในถ้ำนั้น ข่าก็จามไอกันยกใหญ่ทนอยู่ไม่ได้จึงพากันหนีออกมา ขอยอมอยู่ในความปกครองต่อไป ผาลูกนั้นจึงมีชื่อต่อมาว่าผาอูด ภูไทได้ปกครองพวกข่าในเมืองวังไปด้วยความเรียบร้อย
ทางเวียงจันทน์ได้ทราบกิติศัพย์เช่นนั้นก็ดีใจพระเจ้าอนุฯผู้ครองเวียงจันทน์ จึงตั้งได้ท้าวก่าเป็นพระยาก่าดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองวัง และประทานนางลาวสาวสนมคนหนึ่งให้เป็นกริยา กับได้สงพระครูรูปหนึ่งเป็นหัวหน้าสงฆ์ไปจัดการด้านศาสนาอยู่ที่เมืองวังนั้น พระยาก่ามีบุตรกับนางลาวสามคนชื่อท้าวคฏคำ (ตายตั้งแต่ยังเล็ก) ชื่อท้าวก่ำและท้าวแก้ว พระยาก่ำได้ส่งพร้าโต้เป็นส่วยแก่เวียงจันทน์ปีละ 500 เล่มและเพราะอาณาเขตติดกับเมืองราชคำฮั้ว(เมืองญวน)กลังจะถูกรุกรานจึงจฃส่งขี้ผึ้งหนัก 5 ชั่งแก่พระยาราชดำฮั้วปีละ 4 ปึกโดยทางไมตรี
เมื่อพระยาก่าถึงแก่กรรมแล้วพระเจ้าอนุได้ตั้งพระยาติโชติ (ไม่ปรากฎนามเดิม)เป็นเจ้าเมืองแทน เมื่อพระยาติโชติถึงแก่กรรมแล้วได้ตั้งท้าวก่ำบุตรคนที่ 2 ของพระยาก่าเป้นพระยาก่ำดำรงตำแหน่งเจ้าเมือง และตั้งท้าวแก้วผู้น้องชายเป็นอุปฮาด อยู่บ้านหนึ่งต่างหากถัดเมืองวังออกไป พระยาก่ำเป็นคนดุร้ายปราศจากความเมตตาปราณี จึงทำให้ราษฎรเดือดร้อนและเบื่อหน่าย ฝ่ายอุปฮาดแก้วเป็นผู้เมตตาอารีย์ซื่อสัตย์สุจริตเอื้อเผื้อเผื่อแผ่ดี จึงมีราษฎรนับถือเป็นอันมาก พระยาก่ำเกิดระแวงกลัวน้องชายจะแย่งอำนาจจึงคิดปองร้าย วันหนึ่งสั่งไปให้มาหาพออุปฮาดแก้วกับนางหลวงภริยาขี่ช้างจนมาถึงประตูเมืองจึงเอาหอกแทงอุปฮาดแก้วตายภริยาอุปฮาดแก้วจึงขี่ช้างรีบไปบอกนางลาวแม่ผัว นางลาวได้ทราบเรื่องแล้วก็ร้องให้โกรธเป็นอันมากจึงแช่งไว้ว่า "คนภูไทนี้เป็นพี่น้องร่วมท้องกันแท้ ๆ ก็ยังฆ่ากันได้ ต่อไปภายไน้าขออย่าให้คนพวกนี้มีอายุมั่นขวัญยืนหาได้เป็นใหญ่เป็นนาย ก็ขออย่าได้เจริญในราชการและขออย่าให้คนพวกนี้ได้อยู่เฮือนพื้นแป้นแผ่นกระดานเลย" ตั้งแต่ พ.ศ. 2369 ซึ่งเป็นปีที่พระเจ้าอนุเป็นกบฏเป็นต้นมา ประเทศไทยก็มีเรื่องกับการปราบและจัดการเมืองเวียงจันทน์อยู่หลายปี (รัชการที่สามแห่งกรุงเทพฯ)
ใน พ.ศ. 2377 ซึ่งเป็นปีที่ไทยกับญวนทำสงครามแย่งประเทศเขมรติดพันกันอยู่นั้น พระมหาสงครามรองแม่ทัพไทยคนหนึ่ง กับอุปฮาดเมืองเวียงจันทน์ (ที่ไทยจับได้) ราชบุตรเมืองกาฬสินธุ์และพระพิชัยอุดมเดช เจ้าเมืองภูแร่นช้างเป็นต้น ได้ยกพลไปกวาดต้อนราษฎรในเขต เวียงจันทน์ทางทิศตะวันออกคือ เมืองวัง เมืองเซโปน เมืองพิน และเมืองนองเป็นต้น ให้ข้ามแม่น้ำโขงมาตั้งอยู่ฝั่งนี้ เจ้าเมืองวังและกรมการพร้อมด้วยราษฎรได้แตกหนีระส่ำระสายไป พระมหาสงครามจึงให้ท้าวสายและท้าวเพี้ยเมืองวังไปเกลี้ยกล่อม ได้ครอบครัวราชวงศ์(กอ) ท้าวดวงบุตรเจ้าเมืองและท้าวตัวบุตรอุปฮาดเข้าสวามิภักดิ์ ส่วนพระยาก่ำที่หนีไปนั้นเมื่อกองทัพไทยได้กลับมาแล้วก็ได้กลับมาอยู่เมืองวังตามเดิม
พ.ศ. 2379 เจ้านครจำปาสัก (นาก) ซึ่งได้รับคำสั่งของเจ้าพระยาบดินทรเดชา ที่ตั้งขัดตาทัพอยู่ที่เมืองอุดมมีชัยกรุงกัมพูชา ให้เป็นกองพลส่งลำเลียงและลาดตระเวน รักษาด่านทางญวน ได้จัดท้าวพระยาคุมพลไปลาดตระเวนและเกลี้ยกล่อมพวกภูไทและข่าในเมืองวัง เซโปน เมืองพิน และเมืองนองได้มาเป็นอันมาก พวกภูไทและข่าที่มาทั้งหมดนั้นได้มาตั้งภูมิลำเนาอยู่ในภาคอีสาน แต่บางพวกเมื่อบ้านเมืองสงบเรียบร้อยแล้ว ได้กลับคืนไปภูมิลำเนาเดิมก็มี
พื้นที่ ที่พวกภูไทจากเมืองวังมาตั้งอยู่คราวแรกนั้น คือที่ ที่บัดนี้เป็นบ้านโพน บ้านหนองช้างและบ้านหนองยาง อำเภอสหัสขันธ์อยู่ที่ตำบลโพน ตำบลบัวขาว ตำบลแจนแลนตำบลภูแร่นช้าง ตำบลสงเปลือยและตำบลคุ้มเก่า และยังมีที่อำเภอกุดฉินารายณ์อีกหลายตำบลในจังหวัดกาฬสินธุ์ภูไทในจังหวัดสกลนครมีที่ อำเภอพรรณานิคมหลายตำบล ภูไทในจังหวัดนครพนม มีที่อำเภอธาตุพนม ที่ตำบลเรณู บ้านคำชะอี บ้านหนองสูง มุกดาหาร พวกเจ้าของโรงกลาง คือพวกราชบุตรเมืองวัง (ท้าวควง) ตั้งอยู่ที่อำเภอพรรณานิคม พวกเมืองแสนตั้งอยู่ที่บ้านหนองสูงและบ้านคำชะอี ส่วนภูไทในจังหวัดอุดรธานี มีที่อำเภอศรีธาตุ ที่ตำบลนายูง ตำบลหนองนกเขียน และภูไทที่อำเภอวังสามหมอ ก็มีที่ตำบลหนองหญ้าไซ ตำบลหนองกุงทับม้าอีกหลายหมู่บ้าน
อนึ่ง อำเภอเหล่านี้ตามแบบปกครองเก่า มีชื่อว่าเมืองเช่นอำเภอสหัสขันธ์ ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2405 โดยยกบ้าน พันลำ ตำบลภูคันโท ขึ้นเป็นเมืองสหัสขันธ์ ท้าวแสน (บุตรเจ้าเมืองกมลาสัย) เป็นเจ้าเมืองและได้บรรดาศักดิ์เป็นพระประชาชนบาลคนแรก และอำเภอกุฉินารายณ์ ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2481 ที่บ้านกุดสิม ราชวงศ์กอ เป็นเจ้าเมืองคนแรกและได้บรรดาศักดิ์เป็นพระยาธิเบศร์วงศา ภูไท ณ บัดนี้ได้แพร่หลายขึ้นโดยลำดับ หลายตำบล หลายหมู่บ้าน
จะเรียกชื่อและเขียนว่า"ผู้ไท" หรือ "ภูไท" จึงจะถูกต้อง เผื่ออ่านกันเล่นๆๆ
นายถวิล เกษรราช ผู้พิพากษาศาลจังหวัดอ่างทอง ได้เรียบเรียงไว้ในหนังสือประวัติผู้ไทย ซึ่งรวบรวมมาจากพงศาวดารชาติไทย เล่ม 1 หน้า 241 ว่า แว่นแคว้นสืบสองจุไทย เป็นถิ่นฐาน เดิมของชาวผู้ไทย อธิบายว่า เป็นแว่นแคว้นสำคัญ เพราะเป็นชุมทางเดินของชนชาติไทยที่เคลื่อนจากถิ่นเดิม เข้าตั้งพำนักอาศัยทั้งในสืบสองจุดไทยและตังเกี๋ย โดยลงตามแม่น้ำแท้หลวง เดี๋ยวนี้ญวนเรียกซงตอยหรือ แม่น้ำแดง มีเมืองแถงเป็นเมืองใหญ่ด้านตะวันออก ไทยที่ลงมาตั้งภูมิลำเนาในกลุ่มแม่น้ำโขง แม่น้ำเจ้าพระยา เป็นพวกที่ลงมาตามลำน้ำแม่น้ำดำและแม่น้ำอู ไทยพวกนี้พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เรียกว่า ไทยน้อยคู่กับพวกที่ลงมาตามแม่น้ำคงไปทางใต้และตะวันออก ต่อไปนั้นเรียกว่า พวกไทยใหญ่ ไทยน้อย เป็นบรรพบุรุษของไทยในแหลมทองและพวกพวนไทยเวียง ไทยลื้อ ไทยเขิน คือ พวกเชียงรุ้ง ใน สืบสองพันนาและเชียงตุงนั้นด้วย แว่นแคว้นสิบสองจุไทยขึ้นในอาณาจักรน่านเจ้าโยนกเชียงแสนแว่นแคว้นหิรัญยาง
ภายหลังเป็นอาณาจักรล้านนา ต่อมาภายหลังขึ้นอาณาจักรสุโขทัยเสื่อมอำนาจลงสมัยกรุงศรีอยุธยา แว่นแคว้นสิบสองจุไทยถูกแบ่งออกเป็น 2 ภาค คือ
1. เขตที่ติดต่อกับพม่าและจีน เรียกว่าแว่นแคว้นสิบสองพันนา คือ พวกไทยล้อ
2. เขตที่ติดต่อกับจีนและญวน เรียกว่า แว่นแคว้นสิบสองจุไทย
สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงกล่าวไว้ในคำนำพงศาวดารเมืองแถงและพงศาวดารเมืองไล ว่า
เมืองไล เมืองแถงอยู่ในแว่นแคว้นสิบสองจุไทย กล่าวกันว่าแรกเริ่มเดิมที ชนชาติไทยจะอพยพลงมาสยามประเทศนั้น ได้มาตั้งอยู่ที่แว่นแคว้นสิบสองจุไทยนี้ก่อน
คำว่าสิบสองจุไทยตรงกับสิบสองเจ้าไทย เพราะดั้งเดิมไทยที่ตั้งอยู่ในแว่นแคว้นนั้นได้ แยกกันอยู่เป็นสิบสองอาณาเขตในทุกวันนี้พลเมืองที่อยู่ในที่นั้นก็เป็นไดทยโดยมากเรียกว่า
"ผู้ไทย" มีอาณาเขตกว้างขวางมาก ด้านเหนือจดมณฑลฮุนหนำแดนจีน ตะวันออกจดมณฑลตังเกี๋ย แดนญวน ตะวันตกติดต่อกับสิบสองปันนาขึ้นกับพม่าด้านใต้ติดกับกรุงศรีศัตนาคนหุต ครั้ง
เมื่อ กรุงศรีศัตนาคนหุ แยกออกเป็น 2 อาณาเขต คือ หลวงพระบางและเวียงจันทร์ หัวเมือง ผู้ไทยก็แยกออกไป ที่อยู่ทางตะวันออกเรียกว่าเมืองพวน มีเมืองเชียงขวาง เป็นต้น ขึ้นแก่ เจ้านครเวียงจันทร์ เมืองฝ่ายเหนือ รวมทั้งเมืองไลและเมืองแถง ขึ้นกับหลวงพระบาง
เรียกเมืองส่วนนี้ว่าหัวพันห้าทั้งหก ที่อยู่ห่างออกไปคงเรียกว่าสิบสองจุไทย ชาวผู้ไทยใน แว่นแคว้นสิบสองจุไทยและในแดนญวน กับพวกที่อพยพมาอยู่บริเวณฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ได้อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทย ด้วยเหตุผลการสงครามบ้าง ผู้มีอำนาจเหนือกวาดต้อนเข้ามาบ้าง
เมื่อเดือนอ้ายปีจอ สัมฤทธิ์ศก จุลศักราช 1140 (พ.ศ. 2321) ได้ไปตั้งภูมิลำเนาอยู่ในหลายพื้นที่ เช่น จ. นครพนม จ. สกลนคร และ จ. กาฬสินธุ์ เป็นต้น ดังได้กล่าวมาแล้ว
พอสรุปได้ว่า ชาวผู้ไทยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นผู้ไทยดำ อยู่เมืองแถงมาก่อน ถูกรุกรานด้วยข้าศึกและโจรผู้ร้ายจึงพากันอพยพมาทางใต้เมืองแถง มายังบริเวณติดต่อกับแดนของญวน มีเมืองใหญ่ คือ เมืองวัง เมืองตะโปน เมืองผาบัง เมืองคาง เมืองพิน เมืองนอง เมืองพ้อง เมืองพลาน เมืองลำเนาหนองปรือ และเมืองสองคอนดอนดง เป็นต้น
ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 จึงได้ถูกกวาดต้อนอพยพเข้ามาตั้งภูมิลำเนาอยู่ในตำบลต่าง ๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ชาวผู้ไทยในเมืองเรณูนครอพยพมาจากเมืองวัง เ ป็นผู้ไทยดำ
ท่านผู้อ่านครับเรื่องผู้ไทยนี้ยังมีอกียืดยาวยังไม่จบ แต่ก็คงพอจะอนุมานได้แล้วว่า ตามหลักพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถานได้ให้ความหมายคำว่า "ผู้ไทย" มีเหตุผลดีกว่า คำว่า "ภูไท" เพราะตามประวัตินั้น คนผู้ไทยมิได้อาศัยอยู่ตามป่าเขาแต่อย่างใด คงมีแต่ ข่า แจะ แม้ว เย้า เท่านั้น ที่ชอบอยู่อาศัยทำมาหาเลี้ยงชีพอยู่บนภูเขา
แม้ตามพงศาวดารเมืองแถง ในสิบสองจุไทยกล่าวไว้ว่ามีภูเขาอยู่หลายลูกก็ตาม แต่ "ผู้ไทย" มิได้อาศัยอยู่บนภูเขา คงอาศัย ตามพื้นราบทำมาหาเลี้ยงชีพตนเองและครอบครัว ฉะนั้นการเรียกชื่อและเขียนจึงควรเป็น "ผู้ไทย" มิใช่ "ภูไทย" พ.ต. ประสาร สุระเสียง ผู้เขียน
พระเสนาณรงค์ นามเดิมคือ เจ้าโฮงกลาง ซึ่งเป็นบุคคลผู้พาพี่น้องอพยพมาจากเมืองวัง ไปสร้างบ้านแปงเมืองอยู่ที่บ้านผ้าขาวพันนา แล้วตั้งเป็นเมืองพรรณานิคมขึ้นกับเมืองสกลนคร เมืองปีพุทธศักราช 2387 และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าโฮงกลาง เป็นพระเสนาณรงค์ เจ้าเมืองพรรณานิคม ที่ 1 ต่อมาได้ย้ายจากบ้านผ้าขาวพันนา ไปสร้างเมืองใหม่ที่บ้านพานพร้าว คือท้องที่อำเภอพรรณานิคม ในปัจจุบัน ตำแหน่ง พระเสนานรงค์ เป็นตำแหน่งของเจ้าเมือง ระดับหัวเมืองชั้นตรี ปกครองโดยเจ้าผู้ครองนคร ระดับ พระ ซึ่งตำกว่า หัวเมืองชั้นโท ซึ่งปกครองโดยเจ้าผู้ครองนคร ระดับ พระยา ซึ่งจะเป็นเมืองใหญ่ เช่น เมืองสกลนคร มี พระยาประจันตประเทศธานี เป็นเจ้าเมืองเป็นต้น ตำแหน่งพระเสนานรงค์ เป็นตำแหน่งที่สืบทอดทางสายเลือด โดยการปกครองจะปกครองในแบบที่เรียกว่า อาญาสี่ จะประกอบไปด้วย
อาญาโล๋ง ( เจ้าเมือง)
อุปฮาด (ตำแหน่งรองจากเจ้าเมือง หรือจะเปรียบเทียบเท่ากับ ตำแหน่ง รัชทายาท)
ราชวงศ์ ( ตำแห่งของที่ปรึกษาระดับเจ้านาย )
ราชบุตร ( เป็นเชื้อพระวงค์ ซึ่งอาจไม่มีหน้าที่ )
ตำแหน่งอาญาสี่ จะมีให้เฉพาะกับ บุคคลผู้มีเชื้อเจ้าเท่านั้น
พระเสนาณรงค์ นั้น เป็นต้นตระกูลสุวรรณรงค์ ซึ่งเป็นต้นตระกูลของ พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร พระเกจิอาจารย์ของไทย ซึ่งท่านเป็นโอรส ของเจ้าไชยราชกุมาร (เม้า สุวรรณรงค์ ) ผู้เป็นหลานปู่ของ พระเสนาณรงค์ (นวล ) และหลานอา ของพระเสนาณรงค์ (สุวรรณะ) เจ้าเมืองพรรณานิคม ที่ 2 และ ที่ 4 ตามลำดับ และ ท่านยังเป็นหลานตาของหลวงประชานุรักษ์ เจ้าไชยราชกุมาร (เม้า) เดิมอยู่บ้านม่วงไข่ และได้อพยพพาผู้คนอีกหลายครอบครัวมาตั้งบ้านใหม่อีกหมู่บ้านหนึ่ง ชื่อว่า บ้านบะทอง
[ข้อมูลของ บ่าว ผู้ไทดำ(25-05-2007)]

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 29, 2013, 12:14:48 PM โดย เฒ่านรก »

ออฟไลน์ เฒ่านรก

  • Administrator
  • *****
  • กระทู้: 2252
    • ดูรายละเอียด
Re: ประวัติคนไทดำ ไทยทรงดำ ลาวโซ่ง
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: มกราคม 29, 2013, 10:34:56 AM »
วิถีชีวิตไทดำ

!

http://www.oknation.net/blog/Zongdam/2010/09/07/entry-5
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 29, 2013, 12:16:43 PM โดย เฒ่านรก »

ออฟไลน์ เฒ่านรก

  • Administrator
  • *****
  • กระทู้: 2252
    • ดูรายละเอียด
Re: ประวัติคนไทดำ ไทยทรงดำ ลาวโซ่ง
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: มกราคม 29, 2013, 10:36:09 AM »

ออฟไลน์ เฒ่านรก

  • Administrator
  • *****
  • กระทู้: 2252
    • ดูรายละเอียด
Re: ประวัติคนไทดำ ไทยทรงดำ ลาวโซ่ง
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: มกราคม 29, 2013, 12:07:38 PM »
!

ออฟไลน์ เฒ่านรก

  • Administrator
  • *****
  • กระทู้: 2252
    • ดูรายละเอียด
Re: ประวัติคนไทดำ ไทยทรงดำ ลาวโซ่ง
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: มกราคม 29, 2013, 12:09:12 PM »

ออฟไลน์ เฒ่านรก

  • Administrator
  • *****
  • กระทู้: 2252
    • ดูรายละเอียด
Re: ประวัติคนไทดำ ไทยทรงดำ ลาวโซ่ง
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: มกราคม 29, 2013, 12:10:42 PM »

ออฟไลน์ เฒ่านรก

  • Administrator
  • *****
  • กระทู้: 2252
    • ดูรายละเอียด
Re: ประวัติคนไทดำ ไทยทรงดำ ลาวโซ่ง
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: มกราคม 29, 2013, 12:13:55 PM »

ออฟไลน์ เฒ่านรก

  • Administrator
  • *****
  • กระทู้: 2252
    • ดูรายละเอียด
Re: ประวัติคนไทดำ ไทยทรงดำ ลาวโซ่ง
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: มกราคม 29, 2013, 12:21:54 PM »

ออฟไลน์ เฒ่านรก

  • Administrator
  • *****
  • กระทู้: 2252
    • ดูรายละเอียด
Re: ประวัติคนไทดำ ไทยทรงดำ ลาวโซ่ง
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: มกราคม 29, 2013, 12:22:23 PM »

ออฟไลน์ เฒ่านรก

  • Administrator
  • *****
  • กระทู้: 2252
    • ดูรายละเอียด
Re: ประวัติคนไทดำ ไทยทรงดำ ลาวโซ่ง
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: มกราคม 29, 2013, 12:23:50 PM »

ออฟไลน์ เฒ่านรก

  • Administrator
  • *****
  • กระทู้: 2252
    • ดูรายละเอียด
Re: ประวัติคนไทดำ ไทยทรงดำ ลาวโซ่ง
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2013, 11:40:11 AM »
ท่องทำนองการ้องลำ ของไทดำ


 


รับทำเว็บ สมุทรปราการ


View My Stats