รับทำเว็บ สมุทรปราการ

ผู้เขียน หัวข้อ: ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา  (อ่าน 756 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ เฒ่านรก

  • Administrator
  • *****
  • กระทู้: 2252
    • ดูรายละเอียด
ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา
« เมื่อ: พฤศจิกายน 03, 2015, 08:29:25 PM »
ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา
"อย่าเลย วักกลิ ร่างกายอันเปื่อยเน่าที่เธอเห็นนี้ จะมีประโยชน์อะไร? ดูกรวักกลิ ผู้ใดแล เห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าย่อมเห็นเรา ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นชื่อว่า ย่อมเห็นธรรม. วักกลิเป็นความจริง บุคคลเห็นธรรม ก็ย่อมเห็นเรา บุคคลเห็นเราก็ย่อมเห็นธรรม."

ข้อความข้างต้นนั้น พระพุทธองค์ตรัสต่อพระวักกลิ ปรากฏอยู่ในวักกลิสูตร เป็นข้อความที่ผู้สนใจศาสนาน่าจะได้รับรู้กันทุกคน

ภาษาไทยที่แปลมาจากภาษาบาลีก็ดูง่ายๆ คือ “ผู้ใดแล เห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าย่อมเห็นเรา ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นชื่อว่า ย่อมเห็นธรรม”

แปลให้เป็นภาษาไทยอีกทีก็คือว่า ใครก็ตามเห็นธรรมะ บุคคลผู้นั้นก็ต้องเห็นพระพุทธเจ้า ถ้าใครเห็นพระพุทธเจ้า บุคคลผู้นั้นก็ต้องเห็นธรรมะ


สิ่งที่แปลกประหลาดมหัศจรรย์ยิ่งกว่าประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้หญิง แล้วเกิดน้ำท่วมวินาศสันตะโรก็คือ มีน้อยคนมากที่จะสามารถอธิบายให้มนุษย์มะนาธรรมดาๆ เข้าใจได้อย่างง่ายๆ

ขอยกตัวอย่างคำถามในเว็บแห่งหนึ่ง คนถามตั้งคำถามขึ้นมาดังนี้


“ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราตถาคต เห็นแบบไหนครับถึงเรียกว่าเห็นธรรม?”
คนถามกลัวว่า คนอ่านจะไม่เข้าใจก็เลยขยายความคำถามให้อีกดังนี้

"พระพุทธเจ้าได้กล่าวไว้ในวักกลิสูตรว่า "ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราตถาคต" แล้วเห็นแบบไหนถึงเรียกว่า เห็นธรรมครับ การเห็นแบบนี้ สามารถสัมผัสได้ด้วย หู ตา จมูก ลิ้น และกาย คือ ประสาทสัมผัสทั้ง 5 หรือไม่ แล้วการเห็นธรรมกับการเข้าใจธรรมนี้เป็นความหมายเดียวกันหรือไม่
ปล. ที่บอกว่าสามารถสัมผัสได้ด้วย หู ตา จมูก ลิ้น และกาย คือ ประสาทสัมผัสทั้ง 5 นั้นหมายความว่า เห็นอย่างที่มนุษย์ปรกติเรามองเห็น คือ เป็นสสาร มีสถานะ ต้องการที่อยู่ และมีน้ำหนัก คือ เป็นการมองเห็นแบบนิยามตามวิทยาศาสตร์น่ะครับ"

มีผู้มาให้คำตอบกันหลายคน ซึ่งก็ตอบแบบตาบอด เป็นใบ้ ปัญญาอ่อนคลำช้าง โดยสรุปก็คือ อยากจะตอบ ทั้งๆ ที่ตัวเองก็ไม่เข้าใจ มีคำตอบหนึ่ง ซึ่งได้รับการลงความเห็นจากเจ้าของคำถามว่าเป็นคำตอบที่ดีที่สุด คือ คำตอบนี้ :



"ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ ในวักกลิสูตรที่ว่าไว้ดั่งพระพุทธองค์ดำรัส พระวักกลิ เป็นผู้ที่หลงใหลในรูปลักษณ์ความงดงามของพระองค์มาก จนกระทั่งพระพุทธองค์ต้องขับออกจากสำนักไป เนื่องจากไม่ฝักใฝ่ในธรรมะอย่างแท้จริง

ด้วยความโทมนัสจึงจะไปกระโดดหน้าผาตาย พระพุทธองค์ตามไปพบเทศนาสั่งสอนเรื่อง "ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราตถาคต" เพื่อให้พระวักกลิถ่ายถอน ความยึดมั่นถือมั่นในตัวพระองค์ หันมาน้อมนำในพระธรรมคำสั่งสอนแทน จนสามารถบรรลุธรรมได้ในบัดนั้น..

การเห็นอย่างธรรม คือเห็นให้ลึกและกว้าง เห็นแบบธรรมชาติ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา การเข้าใจหลักแห่ง ปัจจยตา เมื่อมีสิ่งนั้นย่อมมีสิ่งนี้

การเห็นเช่นนี้ สัมผัสได้ทุกอณูของร่างกาย ไม่ว่าจะอยู่ในสภาวะแบบไหน อริยาบถ 4 ยืน เดิน นั่ง นอน มีสติและปํญญาระลึกได้อยู่ตลอด ต้องปฎิบัติเองครับ..ใครกินใครอิ่ม....การเข้าใจธรรมมี 2 นัยยะ

1. เห็นแบบกะพี้....เปลือกนอก..ประเภทพิธีกรรม+อภินิหาร+ลาภสักการะ ไม่มีทางเข้าใจได้....... บัวเกิดมาแต่ตม แต่พอโผล่พ้นน้ำก็ไม่มี ขี้ตม..ติดมาให้เห็น..แปลกแต่จริงนะครับ..การพิจารณาคน..กับบัว 4 เหล่าจึงชาญฉลาดมาก

2. เห็นแบบแก่น เข้าถึงอย่างจริงจัง รู้และเข้าใจหลักของธรรมชาติดีว่า มีความผันแปรไป ไม่มีอะไรเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวครับ

สัมผัสได้แห่งองค์ความรู้ของตนเอง..กาย วาจา ใจ ไม่ใช่ในเชิงนิยามตามหลักวิทยาศาสตร์...ครับ"



นี่ขนาดเป็นคำตอบที่ดีที่สุดแล้ว ผมก็ยังเห็นว่า “ไม่ได้เรื่อง” อยู่ดี

ข้อมูลที่ชัดแจ้ง อ่านแล้วเข้าใจชัดเจน รู้ว่าอะไรเป็นอะไร สามารถปฏิบัติตามได้ เพราะ มีคนปฏิบัติตามแล้วได้ผลปฏิเวธตามที่เขียนไว้ในหนังสือจริงคือ หนังสือที่ชื่อว่า “ผู้เห็นดวงธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต ตถาคตคือธรรมกาย” เล่มนี้


ท่านที่ต้องการรู้รายละเอียด ก็สามารถเข้าไปอ่านได้ในบล็อก
“ผู้ใดเห็นดวงธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต”

http://seethammasphere.blogspot.com/2011/11/blog-post.html


http://pantip.com/topic/30659260

ออฟไลน์ เฒ่านรก

  • Administrator
  • *****
  • กระทู้: 2252
    • ดูรายละเอียด
Re: ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 03, 2015, 08:40:23 PM »
ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นตถาคต

 บุคคลที่เห็นธรรมได้ ต้องศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าหลาย ๆ จบ คือ อ่านพระไตรปิฎกให้จบมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพื่อจะได้เข้าใจพระธรรมคำสั่งสอนนั้นจนสามารถมองเห็นพระธรรมคำสอนแต่ละสูตรนั้นว่าท่านสอนผู้ใด ผู้นั้นฉลาดมากหรือฉลาดน้อยแล้วเปรียบเทียบกับตัวเราเองว่าเราอยู่ในเหล่าไหน แล้วเลือกเอาพระธรรมคำสอนให้เหมาะสมกับตัวเราเอง พร้อมกันนั้นต้องเข้าใจคำสอนนั้นด้วยจะเริ่มต้นตรงไหน จึงจะเป็นการเริ่มที่ตรงเป้าหมาย ถ้าเริ่มต้นผิดแล้ว โอกาสที่จะเห็นธรรมไม่มีเลย การเริ่มต้นมีความสำคัญมาก  การเริ่มต้นที่ถูกต้องนั้นต้องเข้าใจคำสอนอย่างถ่องแท้ เพราะเราต้องรู้ว่าเริ่มต้นอย่างนี้ตรงกับเป้าหมายที่เราต้องการหรือไม่ เช่น ถ้าเริ่มต้นด้วยสมถภาวนา เป้าหมายของสมถะ คือ ฌาน อภิญญา ไม่ใช่ทางแห่งความหลุดพ้น ถ้าเราต้องการความหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวงเราต้องเริ่มต้นด้วยวิปัสสนา ฉะนั้นจะต้องเข้าใจแนวทางวิปัสสนาอย่างถ่องแท้ ถ้าไม่เข้าใจถ่องแท้ก็จะไปเริ่มเอาสมถะมาขึ้นต้นอีก ถ้าเริ่มต้นเป็นสมถะผลก็ออกมาเป็น ฌาน อภิญญา ไม่ตรงกับเป้าหมายที่เราตั้งใจไว้ ทุกคนตั้งใจปฏิบัติธรรมเพื่อพ้นทุกข์เท่านั้นพร้อมกันนั้นยังถูกตาข่ายของ ฌาน อภิญญา ครอบคลุมตัวไว้ไม่สามารถจะยกตัวเองออกจากตาข่ายไปหาความพ้นทุกข์ได้ ผู้ที่จะช่วยผู้ติดตาข่าย ฌาน อภิญญา ออกมาได้มีเพียงพระพุทธเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้น

  ในขณะนี้พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปนานแล้ว
จึงไม่มีผู้ใดช่วยได้ทางสายสมถะเริ่มต้นจากขณิกสมาธิ จนเข้าถึงองค์ฌาน ๑ – ๔ แล้วยกฌาน ๔ ไปพิจารณา ญาณแห่งความหลุดพ้นหรือวิปัสสนาแล้วประสพความสำเร็จได้นั้นมีพระพุทธเจ้าองค์เดียวเท่านั้นที่จะทำได้ บุคคลอื่น ๆ ไม่มีผู้ใดแม้แต่พระอรหันต์อัครสาวกก็ได้พระพุทธเจ้าเป็นผู้ยกขึ้นหลุดจากฌาน อภิญญา ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์

  การเริ่มต้นวิปัสสนาที่ถูกต้องนั้นควรเริ่มตรงไหน การวิปัสสนานั้นเป็นการเจริญสติปัญญาไม่ใช่เจริญความสงบ เมื่อเป็นการเจริญปัญญาเราต้องใช้ปัญญาระดับต้น ๆ ของเราที่มีอยู่ตรวจสอบว่าหลักธรรมในการทำวิปัสสนาภาวนานั้นสอนไว้อย่างไร ต่อไปก็ตรวจสอบว่าตัวเรามีองค์ประกอบอะไรบ้าง มีเครื่องมืออะไรบ้างที่จะใช้ฝึกวิปัสสนา และก็เครื่องมือแต่ละอย่างมันมีหน้าที่อะไรบ้าง จะใช้มันตรงไหนอย่างไร นี่คือการรู้จักตัวเราเอง เมื่อรู้จักตัวเองพอสมควรแล้วก็มาดูคำสอนของพระพุทธเจ้าว่าดับทุกข์นั้นท่านสอนว่าอย่างไร ท่านสอนไว้ว่า ทุกข์เกิดที่ไหนให้ดับที่นั่น จากนั้นเราก็มาตรวจสอบตัวเราดูว่า ทุกข์เกิดที่ไหน ทุกข์มีกี่อย่าง ทุกข์ที่เราต้องการดับนั้นมี ๒ อย่างคือ

๑.  ทุกข์ที่เป็นธรรมชาติ สรรพสิ่งทั้งปวงในโลกนี้หรือโลกไหน ๆ จะเป็นเหมือนกัน คือ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แตกสลายไป ไม่มีอะไรเป็นแก่นสารสาระอันนี้เรียกว่า ทุกข์ที่เป็นธรรมชาติ

๒.  ทุกข์ที่ตัวเราเองสร้างขึ้น
โดยความไม่รู้หรือด้วยอวิชชา สร้างขึ้นที่ไหน ทางที่มนุษย์ทุกคนสร้างทุกข์ขึ้นนั้น คือ ทางตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ ที่เรียกว่า อินทรีย์ ๖ เช่น ตา เห็นชอบหรือไม่ชอบ พอใจหรือไม่พอใจ เมื่อเกิดความพอใจก็อยากได้ เกิดความไม่พอใจ ก็ผลักหนี ฉะนั้นเมื่อเกิดความไม่พอใจหรือความพอใจกระทบอินทรีย์ ๖ แล้วความทุกข์เกิดขึ้น ถ้าเราปล่อยให้เป็นทุกข์ก็จะทับถมอยู่ตลอดเวลาไม่มีวันหมด

ฉะนั้นการวิปัสสนา คือ การดับทุกข์ที่อินทรีย์ ๖ เพราะทุกข์เกิดที่นั่นก็ต้องดับที่นั่น ตรงกับคำสอนของพระพุทธเจ้า เมื่อรู้อย่างนี้แล้วจะปฏิบัติอย่างไร ก็ต้องดูคำสอนของพระพุทธเจ้าเรื่องอุปทานขันธ์ ๕ ก็คือ ร่างกาย (รูป) ความรู้สึก (เวทนา) ความจำ (สัญญา) ความคิด (สังขาร) ความรู้ (วิญญาณ) และสิ่งทั้งปวงก็คือตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ อายตนะภายใน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และธรรมารมณ์ นี่คือ อายตนะภายนอก นอกจากนี้ยังมีวิญญาณ ๖ ผัสสะ ๖  วิญญาณ ๖ คือ จักขุวิญญาณ  โสตวิญญาณ  ฆานวิญญาณ  ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ ผัสสะ ๖ คือ จักขุสัมผัส  โสตสัมผัส  ฆานสัมผัส  ชิวหาสัมผัส  กายสัมผัส  มโนสัมผัส  และเวทนา  สัญญา สังขาร  วิญญาณ ที่เกิดจากผัสสะ ๖

ผู้วิปัสสนาจะต้องศึกษาสิ่งทั้งปวงที่กล่าวข้างต้นนี้ให้รู้เห็นตามความเป็นจริงว่า สิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง  สิ่งไหนไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งไหนเป็นทุกข์สิ่งนั้นเป็นอนัตตาไม่มีตัวตนเป็นของตนเอง สิ่งนั้นไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา ศึกษาปฏิบัติฝึกฝนตนเองให้รู้ให้เห็นอุปาทานขันธ์ ๕ และสิ่งทั้งปวงอย่างนี้ ตลอดเวลาให้เป็นปกติในชีวิตประจำวัน ชีวิตประจำวันของเราทำอะไร เราก็วิปัสสนาพิจารณาได้ทุกหนทุกแห่งไม่จำกัดเวลาและสถานที่ นอกจากเราหลับไปเท่านั้นทำไม่ได้ เมื่อปฏิบัติอย่างนี้มากจนเกิดความเคยชินแล้วสติปัญญาก็แก่กล้าตามลำดับ กิเลสตัณหาของเราที่สร้างก็ลดน้อยลงไป กิเลสตัณหาที่เคยปิดบังครอบคลุมสติปัญญาของเรา มิให้เรารู้เห็นสิ่งทั้งปวงตามความเป็นจริงก็เบาบางลง

เมื่อฝึกมาอย่างนี้จนถึงจุด ๆ หนึ่ง เมื่อสติปัญญาตามทันขณะปัจจุบันที่สิ่งทั้งหลายมากระทบอินทรีย์ ๖ จะทำให้เกิดญาณทัสสนะรู้เห็นสิ่งทั้งปวงตามความเป็นจริงขึ้น อุปทานขันธ์ ๕ ก็จะไม่พอกพูนขึ้น การรู้เห็นของเราที่เคยเห็นอะไรเป็นตัวเป็นตนก็หมดไป ความเห็นอย่างใหม่ คือ เห็นว่าสิ่งทั้งปวงรวมทั้งตัวเราเกิดจากเหตุและปัจจัยไม่มีอะไรเป็นตัวเค้าแต่อย่างใด เมื่อความเห็นชนิดนี้เกิดขึ้น สักกายทิฎฐิก็จะดับไป เมื่อจิตดวงนี้ดับลงไปแล้วจะไม่เกิดใหม่อีก อริยบุคคลขั้นต้น คือ โสดาปัตติมรรค เกิดขึ้นแก่เราแล้วจากนั้นก็ปฏิบัติอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ตลอดเวลาไปจนถึงจุดหนึ่งก็จะถึง โสดาปัตติผลหรือโสดาบันบุคคล เมื่อได้โสดาปัตติผลแล้วขั้นนี้เรียกว่า “ผู้เห็นธรรม” แล้ว เมื่อเห็นธรรมก็จะ “เห็นตถาคต” เมื่อเห็นตถาคตแล้วย่อม “รู้จักตถาคต”


ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นตถาคต พระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างนี้ เพราะพระธรรมคือพระพุทธเจ้า เจ้าชายสิทธัตถะ ได้เป็นพระพุทธเจ้าเพราะได้ตรัสรู้พระธรรม และนำพระธรรมที่พระองค์ท่านได้ตรัสรู้ออกมาเผยแผ่ให้ผู้สนใจนำไปปฏิบัติต่อจนได้ตรัสรู้ธรรมอย่างพระองค์ท่าน ซึ่งเรียกว่า พระอรหัตตสาวกของพระพุทธเจ้า มาถึงตรงนี้พอจะมองออกแล้วว่า พระธรรมเป็นตัวกำหนดให้คนเราเห็นพระพุทธเจ้า และพระอริยสาวกหรือพระอรหันต์ ในเมื่อผู้ใดนำคำสอนของพระพุทธองค์ไปปฏิบัติแล้วเห็นพระธรรมที่พระองค์ตรัสไว้แล้วย่อมเห็นพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ได้

การเห็นพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์นั้นไม่ใช่เห็นพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ที่เป็นตัวตนอย่างคนเรานี้ เป็นการเห็นพระธรรม ตัวตนของพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ดับหมดแล้วไม่มีเหลือ คงเหลือแต่ชิ้นส่วนที่เป็นองค์ประกอบของร่างกายของพระองค์ท่านที่เราเรียกว่า พระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าและพระบรมธาตุของพระอรหันต์ ผู้ที่ปฏิบัติฝึกฝนตัวเองตามพระธรรมที่เป็นทางสายเอกที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้วได้เป็นอริยบุคคลตั้งแต่ โสดาบันบุคคลขึ้นไปจะมีญาณ หยั่งรู้เหตุปัจจัยเกิดขึ้น สามารถรู้เห็น แยกแยะชิ้นส่วนหรือส่วนประกอบของร่างกายของพระพุทธเจ้าและของพระอรหันตอัครสาวก และยังรู้ไปถึงว่าอันไหนเป็นของพระพุทธเจ้าอันไหนเป็นของพระอรหันตอัครสาวก และยังรู้ไปถึงว่าอันใดเป็นของฤาษีผู้สงัดจากกามได้ด้วย พระธาติของฤาษีบางองค์ที่ได้ฌาน ๗ – ๘ และอภิญญา ด้วยนั้นมีพระธาตุดูด้วยตาภายนอกแยกไม่ออกว่าอันใด เป็นของพระพุทธเจ้า และของฤาษีเพราะลักษณะภายนอกเหมือนกัน แตกต่างกันที่อานุภาพภายในที่เป็นพุทธานุภาพและฌาน อภิญญานุภาพ นี่แหละผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นย่อมได้เห็นตถาคตและรู้จักตถาคตได้ดังที่กล่าวมานี้ แต่ถ้าผู้ใดทำสมาธิเห็นพระพุทธเจ้าเป็นตัวตนคนแล้วนั้นไม่ใช่ของจริง เป็นเทวปุตตมารเนรมิตหลอกล่อท่านให้ท่านหลงผิด

มีคำถาม ถามต่อไปอีกว่า ที่ว่าเห็นธรรมนั้นเห็นอย่างไรหรือ เห็นอย่างไรจึงเรียกว่าเห็นธรรม การเห็นธรรมนั้นไม่ได้เกิดขึ้นมาเองลอย ๆ หรือบังเอิญหรือคิดนึกเอาเองแต่อย่างใด เห็นธรรมเกิดจากการวิปัสสนาภาวนา ตามทางสายเอกที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ คือ การพิจารณาขันธ์ ๕ และ อินทรีย์ ๖ ให้รู้เห็นสิ่งทั้งปวงตามความจริงของโลกและชีวิต ในขณะปัจจุบันว่าสิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่มีตัวตนเป็นของตนเอง เกิดรู้เห็นสิ่งทั้งปวงตานมความเป็นจริงของโลกและชีวิตว่า สิ่งทั้งปวงมีเหตุปัจจัยปรุงแต่งแล้วย่อมเกิดขึ้นตั้งอยู่และแตกสลายไปในที่สุด ไม่มีอะไรเป็นของตนเอง ว่างจากจนและของตน พูดให้เข้าใจอย่างง่ายก็คือ เห็นทุกสิ่งทุกอย่าง รวมทั้งตัวของเราด้วยเป็นธรรมหรือธรรมชาติทั้งหมด เมื่อเป็นธรรมหรือธรรมชาติแล้วก็ต้องอยู่ในกฎของธรรมชาติ ๒ กฎนี้ คือ กฎธรรมชาติว่าด้วย อนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา หรือเกิดขึ้นตั้งอยู่ ดับไป และกฎธรรมชาติว่าด้วยเหตุและปัจจัย หรือ อิทัปปัจจยตา ปฏิจจสมุปบาท รู้เห็นอย่างนี้ เรียกว่าเห็นธรรมตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้

http://www.doisai.com/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 03, 2015, 09:17:27 PM โดย เฒ่านรก »

 


รับทำเว็บ สมุทรปราการ


View My Stats