แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.



รับทำเว็บ สมุทรปราการ

Topics - สุชาครีย์

หน้า: [1] 2 3 ... 20
1
ข่าวสาร ความรู้ / แบ็คทีเรียไวรัสอีโบลา
« เมื่อ: สิงหาคม 01, 2014, 11:48:45 AM »
โรคไวรัสอีโบลา

โรคไวรัสอีโบลา หรือไข้เลือดออกอีโบลา เป็นโรคของมนุษย์ที่เกิดจากไวรัสอีโบลา เริ่มมีอาการสองวันถึงสามสัปดาห์หลังสัมผัสกับไวรัส โดยมีไข้ เจ็บคอ ปวดกล้ามเนื้อและปวดศีรษะ จากนั้นมีคลื่นไส้ อาเจียนและท้องร่วงร่วมกับการทำหน้าที่ของตับและไตลดลง เมื่อถึงจุดนี้ บางคนเริ่มมีปัญหาเลือดออก[1]

ประชากรรับโรคนี้ครั้งแรกเมื่อผู้ป่วยสัมผัสกับเลือดหรือของเหลวร่างกายจากสัตว์ที่ติดเชื้อ เช่น ลิงหรือค้างคาวผลไม้ เชื่อว่าค้างคาวผลไม้เป็นตัวพาและแพร่โรคโดยไม่ได้รับผลกระทบจากไวรัส เมื่อติดเชื้อแล้ว โรคอาจแพร่จากคนสู่คนได้ ผู้ที่รอดชีวิตอาจสามารถส่งผ่านโรคได้ทางเพศสัมพันธ์เป็นเวลาเกือบสองเดือน ในการวินิจฉัย ต้องแยกโรคอื่นที่มีอาการคล้ายกันออก เช่น มาลาเรีย อหิวาตกโรคและไข้เลือดออกจากไวรัสอื่น ๆ จากนั้น อาจทดสอบเลือดหาแอนติบอดีต่อไวรัส ดีเอ็นเอของไวรัส หรือตัวไวรัสเองเพื่อยืนยันการวินิจฉัย

การป้องกันรวมถึงการลดการระบาดของโรคจากลิงและหมูที่ติดเชื้อสู่คน ซึ่งอาจทำได้โดยการตรวจสอบหาการติดเชื้อในสัตว์เหล่านี้ และฆ่าและจัดการกับซากอย่างเหมาะสมหากพบโรค การปรุงเนื้อสัตว์และสวมเสื้อผ้าป้องกันอย่างเหมาะสมเมื่อจัดการกับเนื้อสัตว์อาจช่วยได้ เช่นเดียวกับสวมเสื้อผ้าป้องกันและล้างมือเมื่ออยู่ใกล้ผู้ที่ป่วยเป็นโรคดังกล่าว ตัวอย่างจากผู้ป่วยควรจัดการด้วยความระมัดระวังเพิ่มขึ้น[1]

ไม่มีการรักษาไวรัสอย่างจำเพาะโดยความพยายามช่วยเหลือผู้ป่วยมีการบำบัดคืนน้ำ (rehydration therapy) ทางปากหรือหลอดเลือดดำ โรคนี้มีอัตราตายสูง โดยอาจถึง 90% ตรงแบบเกิดในการระบาดในเขตร้อนแอฟริกาใต้สะฮารา ระหว่างปี 2519 ซึ่งมีการระบุโรคครั้งแรก และปี 2555 มีผู้ติดเชื้อน้อยกว่า 1,000 คนต่อปี มีการระบุโรคนี้ครั้งแรกในประเทศซูดานและสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก แม้จะมีความพยายามพัฒนาวัคซีนอยู่ แต่จนถึงบัดนี้ยังไม่มีวัคซีน

ศัพท์มูลวิทยา
ไวรัสชนิดนี้ได้ชื่อมาจากพื้นที่ลุ่มแม่น้ำอีโบลา ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ทวีปแอฟริกา (ชื่อประเทศเดิมคือ ซาอีร์) ซึ่งอยู่ใกล้กับพื้นที่ที่โรคนี้ระบาดครั้งแรก

โครงสร้าง
ขนาดและรูปร่าง
จากการดูไวรัสอีโบลาด้วยกล้องจุลทัศน์อิเล็กตรอนพบว่าตัวมันมีลักษณะเป็นเส้นด้ายในกลุ่มฟิโลไวรัส ไวรัสอีโบลาหรือ EBOV VP30 มีความยาวประมาณ 288 หน่วยกรดอะมิโน ตัวไวรัสมีลักษณะเป็นท่อมีรูปร่างขดตัวต่างกันหลายแบบ เช่นคล้ายตัว "U" หรือเลข "6" แต่อาจเป็นไปได้ที่เครื่องปั่นหนีศูนย์ที่ใช้ในกระบวนการทำบริสุทธิ์อาจทำให้ตัวมันมีลักษณะดังที่เห็นก็เป็นได้ โดยทั่วไปเส้นผ่าศูนย์กลางของไวรัสนี้จะตกอยู่ประมาณ 80 นาโนเมตร ความยาวผันแปรแตกต่างกันมากกว่าลำตัว ซึ่งอาจยาวได้ถึง 1,400 นาโนเมตร แต่โดยปกติแล้วไวรัสอีโบลาจะยาวประมาณ 1,000 นาโนเมตร

จีโนม
จีโนม ของไวรัสแต่ละตัวจะมีโมเลกุลย่อยที่ยาวเป็นเส้นเดี่ยว และเป็น อาร์เอ็นเอ ประเภทเนกาทีฟ (negative sense RNA) ยาวเป็นจำนวน 18959 ถึง 18961 นิวคลีโอไทด์

โรคไข้เลือดออกอีโบลา
อาการโรคและการติดโรค
อาการของโรคมีความผันแปรและมักเกิดฉับพลัน อาการแรกเริ่มได้แก่การมีไข้สูง (อย่างต่ำ 38.8°C หรือ 102°F) ปวดศีรษะอย่างรุนแรง ปวดกล้ามเนื้อ ข้อและช่องท้องรุนแรง อ่อนเพลียอย่างหนักและวิงเวียนศีรษะ ในช่วงแรกๆ ที่เกิดการระบาดและยังไม่เป็นที่รู้จักมากมักวินิจฉัยว่าเป็นไข้มาลาเรีย ไข้ไทฟอยด์ ท้องร่วง ไข้หวัดใหญ่ รวมทั้งโรคอื่นๆ ที่เกิดจากแบคทีเรียซึ่งมีอาการคล้ายกันแต่ไม่รุนแรงถึงชีวิต

อาการอาจร้ายแรงขึ้น เช่นท้องร่วงอย่างแรง อุจจาระกลายเป็นสีดำหรือแดงจัด อาเจียนเป็นโลหิต ตาแดงจัด ความดันโลหิตลดต่ำกว่า 90/60 ไต ม้ามและตับได้รับความเสียหาย อัตราการตายสูงมากถึงระหว่าง 50% - 90% สาเหตุที่ตายเกิดจากขาดเลือด หรืออวัยวะวาย

การรักษา
ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาจำเพาะสำหรับโรคไวรัสอีโบลา มีแต่เพียงการรักษาประคับประคอง (supportive treatment) ได้แก่ทำหัตถการแบบรุกล้ำให้น้อยที่สุด รักษาสมดุลอิเล็กโตรไลต์และสารน้ำเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ ให้สารต้านการแข็งตัวของเลือดในระยะแรกเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดลิ่มเลือดแข็งตัวในหลอดเลือดแบบแพร่กระจาย (DIC) ให้สารช่วยการแข็งตัวของเลือดในระยะท้ายเพื่อควบคุมไม่ให้มีเลือดออก รักษาระดับออกซิเจน บรรเทาอาการปวด และใช้ยาต้านเชื่อแบคทีเรียหรือยาต้านเชื้อราเพื่อรักษาการติดเชื้อซำซ้อน (ถ้ามี)

2
หลังโชว์ฟอร์มสุดยอด เหมาคนเดียว 2 ตุงพา อุรุกวัย ชนะ อังกฤษ ในเกมนัดที่ 2 ในกลุ่ม D ของศึกฟุตบอลโลก 2014 จนได้รับการยกย่องประดุจเทพเจ้า หลุยส์ ซัวเรซ ถูกกระชากตกลงมาจากสวรรค์อีกครั้ง เมื่อเจ้าตัวโชว์สันดานดิบด้วยการกัด จอร์โจ คิเอลลินี กองหลังอิตาลี ในเกมเมื่อวันอังคาร จากที่เพิ่งเป็น "ฮีโร่" มาในเกมก่อนหน้านี้ ตอนนี้ดาวยิง ลิเวอร์พูล กลายเป็น "ซีโร่" หรือตัวตลกในสายตาแฟนบอลหลาย ๆ คนไปเรียบร้อยแล้ว...

หลุยส์ ซัวเรซ : จาก ฮีโร่ สู่ ซีโร่

การ “กัด” คู่แข่งในสนามฟุตบอล เป็นเรื่องที่ไม่ว่าใครก็รู้ว่ามันเป็นสิ่งไม่ดี

หากเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นจริงในสังเวียนหญ้า มันก็น่าจะเป็นเกมระดับเด็กอนุบาลที่ยังไม่รู้ประสา มากกว่าจะเป็นเกมของระดับมืออาชีพ

และถ้ามันเกิดขึ้นแล้วครั้งหนึ่ง มันคงเชื่อได้ยากว่าเรื่องแบบเดิม มันจะเกิดขึ้นกับนักเตะคนเดิมซ้ำสอง ทั้ง ๆ ที่ตอนไปกัดคู่แข่งครั้งแรกก็โดนลงโทษแบนยาวพร้อมโดนด่าไปชุดใหญ่ ยิ่งบอกว่ามันจะเกิดขึ้นกับนักเตะคนเดิมเป็นคำรบ 3 ยิ่งไม่มีใครอยากเชื่อ เพราะด้วยสามัญสำนึกของมนุษย์มันย่อมเตือนโดยอัตโนมัติไม่ให้คุณทำผิดซ้ำเดิมอีก

แต่เรื่องเหลือเชื่อที่ว่า มันเป็นไปแล้วครับ กับชายที่ชื่อว่า หลุยส์ ซัวเรซ

สมัยค้าแข้งอยู่กับ ไอแอกซ์ อัมสเตอร์ดัม เขาเคยงับคอ อ็อตมาน บัคคาล นักเตะของ พีเอสวี ไอนด์โฮเฟน จนโดนแบนยาว 7 นัด เมื่อปี ค.ศ. 2010 และเมื่อปีที่แล้ว ซัวเรซ ในสีเสื้อของ ลิเวอร์พูล จัดการฝังเขี้ยวลงไปบนแขนของ บรานิสลาฟ อิวาโนวิช กองหลังเชลซี แบบดื้อ ๆ จนโดนแบน 10 นัดรวด

ล่าสุด ในเกมฟุตบอลโลก 2014 รอบแรก ระหว่าง อุรุกวัย กับ อิตาลี เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ซัวเรซ ก็ทำพฤติกรรมเดิมอีกครั้ง เมื่อเจ้าตัวไปกัดไหล่ของ จอร์โจ คิเอลลินี กองหลัง “อัซซูรี” ดื้อ ๆ

และมันก็กำลังจะทำให้ดาวยิงลิเวอร์พูล กับฟุตบอลโลก 2014 ต้องปิดฉากลงก่อนเวลาอันควร เมื่อ ฟีฟ่า เปิดฉากสอบสวนและตั้งข้อหากับ ซัวเรซ อย่างเป็นทางการเรียบร้อย ซึ่งหากถูกตัดสินว่าผิดจริง กองหน้าฟันจอบรายนี้ มีสิทธิโดนลงโทษแบนต่ำสุด 2 นัด หรือถ้าโดนลงดาบขั้นสูงสุด ก็อาจโดนแบนยาวถึง 2 ปี

แต่ไม่ว่าจะโดนแบนสั้นแค่ 2 นัด หรือแบนยาวถึง 2 ปี มันมีความหมายเดียวกัน นั่นคือ ฟุตบอลโลก 2014 กับ หลุยส์ ซัวเรซ จบลงทันที!

ในความเป็นจริงแล้ว ฟุตบอลโลก ถือเป็นมหกรรมกีฬาที่ถือว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในโลก เทียบเท่าหรืออาจจะยิ่งใหญ่กว่ามหกรรมกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติอย่าง โอลิมปิกเกมส์ ด้วยซ้ำ

ดังนั้น การได้ลงเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ย่อมถือเป็นความฝันของนักฟุตบอลทุกคนบนโลกนี้อย่างไม่ต้องสงสัย

ดังนั้น (อีกที) เมื่อได้มีโอกาสลงเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายแล้ว นักเตะทุกคนย่อมอยากมีโอกาสสัมผัสกับมันให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งหากสุดท้ายมันจะสิ้นสุดลงด้วยการตกรอบ หรือมีอันต้องโดนแบนทำให้ต้องสิ้นสุดการผจญภัยใน เวิลด์คัพ ก่อนเวลาอันควร มันก็เป็นเรื่องที่เป็นไปตามวิถีปกติของเกมฟุตบอล

แต่การไป “กัด” คู่แข่งในเกมฟุตบอลโลก จนทำให้ตัวเองเสี่ยงกับการโดนแบน คงเป็นสิ่งที่ไม่มีใครคิดว่าจะมีนักเตะคนไหนทำ...

ซึ่งหากเป็นไปตามความคาดหมาย การที่ ซัวเรซ บรรจงฝังเขี้ยวลงไปที่ไหล่ของ คิเอลลินี น่าจะทำให้ฟุตบอลโลก 2014 สำหรับดาวยิง ลิเวอร์พูล จบสิ้นลงแล้ว ทั้งที่พลพรรค “จอมโหด” ยังอยู่ในเส้นทางของการชิงชัย และมีความเป็นไปได้ว่าเราอาจไม่เห็น ซัวเรซ ในยูนิฟอร์มของทีมชาติอุรุกวัยไปอีกถึง 2 ปี

และไม่แน่ การ “กัด” ครั้งนี้ อาจส่งผลกระทบชิ่งไปถึงชีวิตการค้าแข้งในระดับสโมสรด้วย เพราะล่าสุดก็มีข่าวลือว่า ลิเวอร์พูล กำลังหารือเรื่องลูกค้าเที่ยวล่าสุดของหัวหอกตัวเก่ง และมีความเป็นไปได้ที่จะขายเจ้าตัวทิ้งไปเพราะก่อนหน้านี้ สโมสรก็เคยยอมเสียชื่อเสียงด้วยการกางปีกป้อง ซัวเรซ มาหลายคดีแล้ว ขณะที่ทีมอื่น ๆ ที่มีข่าวว่าสนใจ ซัวเรซ อยู่ ไม่ว่าจะเป็น รีล มาดริด หรือ บาร์เซโลนา ก็อาจต้องทบทวนโครงการล่าตัวให้ถี่ถ้วน เมื่อได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในเกมเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

ว่ากันว่าพฤติกรรมเหลื่อเชื่อของ ซัวเรซ ที่เกิดขึ้น น่าจะเป็นเพราะเจ้าตัวเคยมีปัญหาเรื่องสภาพจิตใจเมื่อครั้งยังเด็ก หรือเรียกง่าย ๆ ว่าเป็นเด็กเก็บกดนั่นเอง ทำให้เมื่อถึงเวลาคับขันหรือกดดัน สัญชาตญาณดิบในตัวจึงถูกแสดงออกมาโดยที่ไม่สามารถควบคุมได้

ก่อนหน้านี้ หลังจากเกิดคดีกัด อิวาโนวิช ใหม่ ๆ เคยมีนักข่าวชาวอังกฤษเดินทางไปยังบ้านเกิดของ ซัวเรซ ในอุรุกวัย เพื่อพูดคุยกับคนที่รู้จักและอยู่รอบ ๆ ตัวดาวยิง “หงส์แดง” เผื่อว่าจะได้เห็นภาพว่าตัวตนของความเป็น “หลุยส์ ซัวเรซ” ที่แท้จริงมันเป็นอย่างไร

คำตอบที่ได้คือ ซัวเรซ สมัยยังเด็กเคยโดนไล่ออกข้อหาเอาหัวไปโขกผู้ตัดสินจนจมูกแตก มาแล้ว นอกจากนี้ยังมีกรณีคล้าย ๆ กันเกิดขึ้นอีกในหลาย ๆ โอกาส ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสัญชาตญาณความดิบเถื่อนมีอยู่ในตัวดาวเตะอุรุกวัยรายนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร ขึ้นอยู่กับว่าเขาจะควบคุมมันได้หรือไม่ ซึ่งถ้าไม่ มันก็จะแสดงออกมาแบบที่เราได้เห็นกันในเกมเมื่อวันอังคารที่ผ่านมานั่นแหละ

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญบางคนบอกว่าพฤติกรรมของ ซัวเรซ ถือเป็นเรื่องแปลก เพราะการแสดงปฏิกิริยาเมื่อเกิดอารมณ์โมโหด้วยการกัดคนอื่นนั้น ในคนวัยผู้ใหญ่ย่อมไม่ใช่เรื่องปกติ และมันอาจเป็นอาการป่วยทางจิตอย่างหนึ่งก็เป็นได้

แต่เอาเถอะ จะป่วยหรือไม่ป่วย หรือจะเป็นสันดานดิบจากก้นบึ้ง แต่เรื่องที่เกิดขึ้นมันย่อมไม่ก่อให้เกิดเรื่องในด้านดีกับใครทั้งสิ้น โดยเฉพาะตัวของ ซัวเรซ เอง เพราะพฤติกรรมดังกล่าว กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง กลบเรื่องของการเข้ารอบของ อุรุกวัย หรือการตกรอบอย่างน่าเขกกะโหลกตัวเองของอดีตแชมป์โลกอย่าง อิตาลี

ยิ่งไปกว่านั้น มันกลายเป็นสิ่งที่บดบังเรื่องฝีเท้าอันเอกอุของดาวยิงอุรุกวัย ให้กลายเป็นสิ่งที่ถูกลืมไปอย่างน่าเสียดาย ฟอร์มสุดยอดของ ซัวเรซ ที่เหมา 2 ประตูพาทีมเชือด “สิงโตคำราม” อังกฤษ ในเกมก่อนหน้านั้น กลายเป็นเรื่องที่แทบไม่มีใครพูดถึงอีกแล้ว

จากนักเตะฝีเท้าขั้นเทพที่ได้รับการขนานนามถึงขั้นเป็น “คิง หลุยส์” ตอนนี้ ซัวเรซ กลายเป็นตัวตลกในสายตาของแฟนบอลทั้งโลกไปแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าเกิดขึ้นกับนักเตะที่มีฝีเท้าสุดยอดอย่างเขาเลยจริง ๆ.

*****************

บันทึก วีร (เวร) กรรม 'หลุยส์ ซัวเรซ'

ก.ค. 2010

กระโดดปัดลูกยิงของ กานา บนเส้นประตู ในนาทีสุดท้ายของช่วงต่อเวลาพิเศษในฟุตบอลโลก 2010 รอบ 8 ทีมสุดท้าย เจ้าตัวโดนใบแดง ทีมเสียจุดโทษ แต่ อซาโมอาห์ กียาน ยิงไม่เข้า สุดท้าย อุรุกวัย ชนะในการดวลจุดโทษ ผ่านเข้ารอบตัดเชือกได้อย่างเหลือเชื่อ

พ.ย. 2010

โดนลงโทษแบนยาว 7 นัด สมัยยังเล่นอยู่ในฮอลแลนด์กับ ไอแอกซ์ อัมสเตอร์ดัม หลังสวมวิญญาณผีดิบกัด อ็อตมาน บัคคาล มิดฟิลด์ของ พีเอสวี ไอนด์โฮเฟน ที่คอ

ธ.ค. 2011

โดนแบน 8 นัด แถมปรับเงินอีก 40,000 ปอนด์ (ราว ๆ 2 ล้านบาท) ข้อหาเอ่ยวาจาเหยียดผิว ปาทริซ เอฟรา แบ๊กซ้ายของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในเกมที่แอนฟิลด์

ก.พ. 2012

ปฏิเสธที่จะจับมือกับ เอฟรา ในเกมที่ โอลด์ แทรฟฟอร์ด ซึ่งทั้งคู่เผชิญหน้ากันเป็นครั้งแรกหลังเกิดคดีเหยียดผิวที่แอนฟิลด์ จนโดน เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กุนซือ “ผีแดง” จวกยับว่าทำตัวน่ารังเกียจ

เม.ย. 2013

ออกมาขอโทษกับพฤติกรรมของตัวเองที่เจ้าตัวใช้คำว่า “ไม่มีข้อแก้ตัว” หลังไปกัดแขนของ บรานิสลาฟ อิวาโนวิช กองหลัง เชลซี ในเกมที่แอนฟิลด์ แต่ไม่วายโดนแบนยาวไปอีก 10 นัด

มิ.ย. 2014

สร้างวีรกรรมฉาวด้วยการ “กัด” อีกครั้ง เมื่อบรรจงฝังรอยฟันลงบนไหล่ของ จอร์โจ คิเอลลินี กองหลังทีมชาติอิตาลี ในเกมฟุตบอลโลก 2014 รอบแรกนัดสุดท้าย แม้หลังเกมเจ้าตัวจะออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้กัดก็ตาม

ผยองเดช
http://www.dailynews.co.th/Content/Article/248336/%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81_%E0%B8%AE%E0%B8%B5%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B9%88_%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%88_%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B9%88_

3
ภาพทั่วไป Pix Post / ภูผายล
« เมื่อ: มิถุนายน 19, 2014, 02:22:03 PM »
อุทยานแห่งชาติภูผายล
อุทยานแห่งชาติภูผายล หรือเดิมเรียกว่าอุทยานแห่งชาติห้วยหวด มีพื้นที่ครอบคลุมท้องที่อำเภอเมือง อำเภอโคกศรีสุพรรณ อำเภอเต่างอย จังหวัดสกลนคร อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม และอำเภอดงหลวง อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร เป็น 1 ใน 5 ของโครงการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ วันที่ 5 ธันวาคม 2530 สภาพทั่วๆ ไปเป็นที่ราบสูงสลับกับเทือกเขาหินทราย เป็นป่าต้นน้ำลำธาร มีธรรมชาติและทิวทัศน์ที่สวยงาม เช่น น้ำตก ถ้ำ หน้าผา เนินหิน อ่างเก็บน้ำ และสัตว์ป่านานาชนิด มีเนื้อที่ประมาณ 517,850 ไร่ หรือ 828.56 ตารางกิโลเมตร

เนื่องในวโรกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยหวด ตำบลเต่างอย กิ่งอำเภอเต่างอย จังหวัดสกลนคร เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2527 ได้พระราชทานพระราชดำริตอนหนึ่งว่า “ควรอนุรักษ์สภาพธรรมชาติ และป่าไม้บริเวณใกล้กับหัวงานเขื่อนเก็บกักน้ำของโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยหวด ตลอดจนบริเวณข้างเคียงของอ่างเก็บน้ำ พร้อมกับควรปรับปรุงเสริมแต่งบริเวณให้มีความสวยงามและเหมาะสมเพื่อพัฒนาให้ เป็นอุทยานแห่งชาติหรือส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี โดยให้กรมชลประทานและส่วนราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องร่วมกันดำเนินการโดยเร่งด่วนต่อไปด้วย” กรมชลประทานจึงขอความร่วมมือกรมป่าไม้ให้รีบดำเนินการโครงการอนุรักษ์สภาพ ธรรมชาติและป่าไม้ในบริเวณดังกล่าว แล้วจัดเป็นอุทยานแห่งชาติหรือแหล่งท่องเที่ยวเพื่อสนองพระราชดำริต่อไป

ได้สำรวจและจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่ม 105 ตอนที่ 122 ลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2531 โดยใช้ชื่อว่า “อุทยานแห่งชาติห้วยหวด” นับเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 57 ของประเทศ

ต่อมาอุทยานแห่งชาติห้วยหวดได้มีหนังสือ ที่ กษ 0712.344/911 ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2543 ขออนุมัติเปลี่ยนชื่ออุทยานแห่งชาติห้วยหวด เป็น “อุทยานแห่งชาติภูผายล” โดยให้เหตุผลคือ ชื่ออุทยานแห่งชาติในภาคตะวันออกเฉียงเหนือส่วนมากมีคำว่า “ภู” นำหน้า และเพื่อให้สอดคล้องกับจุดเด่น คือ ภูผายล ซึ่งเป็นจุดเด่น เป็นศิลปะหินและเป็นเอกลักษณ์ทางศิลปวัฒนธรรมของคนโบราณ ซึ่งนักโบราณคดีคำนวณอายุภาพสลักบนฝาหินว่า มีอายุไม่ต่ำกว่า 3,000 ปี และเป็นถิ่นที่อยู่ของกลุ่มชนก่อนประวัติศาสตร์ เหมาะที่จะพัฒนาเป็นจุดชมทิวทัศน์และแหล่งท่องเที่ยวในอนาคตได้ จึงเห็นสมควรเปลี่ยนชื่ออุทยานแห่งชาติห้วยหวดเป็น “อุทยานแห่งชาติภูผายล” และกรมป่าไม้พิจารณาแล้ว เพื่อให้สอดคล้องกับเอกลักษณ์สำคัญของอุทยานแห่งชาติและจังหวัดสกลนคร คือ ภูผายล ซึ่งเป็นศิลปกรรมภาพแกะสลักลายเส้นอายุกว่า 3,000 ปี จึงเปลี่ยนชื่ออุทยานแห่งชาติห้วยหวดเป็นชื่อ “อุทยานแห่งชาติภูผายล” ตามประกาศกรมป่าไม้ ณ วันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2544

4
ปอง ปรีดา / เพลงดังปอง ปรีดา
« เมื่อ: มีนาคม 04, 2014, 04:05:16 PM »
ปอง ปรีดา
สาวฝั่งโขง - ปอง ปรีดา

5
ต้นฉบับสาวฝั่งโขง ปอง ปรีดา
ร่วมอนุรักษ์ 23 บทเพลงของคุณ ปอง ปรีดา
รายชื่อเพลง
01 - สาวฝั่งโขง
02 - ล่องโขงคืนเพ็ญ
03 - คิดถึงฝั่งโขง
04 - กุหลาบเวียงจันทน์
05 - ตามน้องต้อย
06 - รวงทิพย์ธารทอง
07 - เพลินตาเพลินใจ
08 - สาวลุ่มนํ้าเจ้าพระยา
09 - ฝั่งโขงในอดีต
10 - กุหลาบอิสาน
11 - เทพีเชียงใหม่
12 - เริงรักเริงไพร
13 - สาวอยู่บ้านได๋
14 - น้องนางบ้านนา
15 - กลิ่นฟางสาบสาว
16 - นางในดวงใจ
17 - ภาพซึ้งตรึงใจ
18 - ผู้เสียสละ
19 - คํ่านี้พี่นอนหนาว
20 - ฮักเจ้าบ่คลาย
21 - รวงทิพย์ธารทอง
22 - เดือนคล้อยคอยสาว
23 - สาวป่าซาง


6
ปอง ปรีดา / ประวัติปอง ปรีดา
« เมื่อ: มีนาคม 04, 2014, 04:00:43 PM »
ปอง ปรีดา
ปอง ปรีดา มีชื่อจริงว่า คำปัน ผิวขำ เกิดเมื่อปี 2475 ที่ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น จบการศึกษาชั้น ม.2 (ระบบเก่า) แผนกช่างไม้ โรงเรียนช่างไม้ขอนแก่น

ปอง ปรีดา (พ.ศ. 2475 - 6 มกราคม พ.ศ. 2554) เป็นนักร้องลูกทุ่งเสียงดี มีความพิเศษตรงที่ร้องเพลงเสียงสูงได้ดี เนื่องจากมีปอดที่ใหญ่ เขาเคยประกาศประโยคเด็ดว่า “ กูเกิดมาเพื่อร้องเพลง”นอกจากนั้นก็ยังนักแต่งเพลงฝีมือดีจากดินแดนที่ราบสูง เขาสร้างสรรค์ผลงานเพลงเอาไว้มากมาย และได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่รักดินแดนบ้านเกิดอย่างยิ่ง เมื่อเป็นผู้ที่ร้องเพลงที่บอกเรื่องราวถึงแม่น้ำโขงเอาไว้มากที่สุดในประเทศไทย ปอง ปรีดา มีชื่อเสียงโด่งดังจากเพลง “ สาวฝั่งโขง “

ปอง ปรีดา มีชื่อจริงว่า คำปัน ผิวขำ เกิดเมื่อปี 2475 ที่ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น จบการศึกษาชั้น ม.2 (ระบบเก่า) แผนกช่างไม้ โรงเรียนช่างไม้ขอนแก่น (ปัจจุบันคือวิทยาลัยเทคนิคขอนแก่น) ซึ่งในระบบนี้ ระดับชั้นสูงสุดคือ ม.3 ปอง ปรีดา ให้เหตุผลที่ไม่เรียนให้จบว่าขี้เกียจเรียน ขณะที่ลึกๆ อาจจะเป็นเพราะการอยากเป็นนักร้อง
ปอง ปรีดา ชื่นชอบเพลงของสมยศ ทัศนพันธุ์อย่างมาก และจะคอยจำเนื้อเพลงจากรถขายยาที่เข้ามาในหมู่บ้าน หรือไม่ก็จากหอกระจายข่าวของหมู่บ้าน นอกจากนั้นเขาก็ยังตระเวนประกวดตามเวทีต่างๆ และก็กวาดรางวัลมาเสียมาก ด้วยความช่วยเหลือของเพลง “ บทเรียนชีวิต” และ “เสน่ห์แม่นาง “ ของสมยศ

เข้ากรุง
มื่อมีความมั่นใจมากขึ้น ปอง ปรีดา หนุ่มรูปร่างผอมดำ ก็ตัดสินใจเข้ามาในกรุงเทพ เพื่อตามหาฝันในการเป็นนักร้องของเขาด้วยความช่วยเหลือของพนักงานไฟฟ้าที่มาที่หมู่บ้านเพื่อสำรวจติดตั้งไฟฟ้า เมื่อมาถึงกรุงเทพ พนักงานไฟฟ้าคนนั้น พาปอง ปรีดา มาฝากที่วงสมยศ และวงอื่นๆอีกหลายวง แต่ก็ถูกปฏิเสธเสียทั้งหมด จนผู้อุปการะต้องยอมโบกธงเลิกรา (บางตำราบอกว่าเขาเคยมาสมัครเป็นนักร้องวงดุริยางค์ทหารอากาศด้วย) และปอง ปรีดา ต้องไปขายแรงงานเป็นกรรมกรโรงเลื่อยย่านเกียกกาย เพื่อหาเลี้ยงชีพ และต่อมา เมื่อครูสุดใจ เจริญรัตน์ ครูมวยแห่งค่ายมวยเกศสงคราม เห็นแวว จึงชวนมาหัดชกมวย เขาหารายได้เสริมด้วยการตระเวนชกมวยในเมืองหลวงและปริมณฑลในชื่อ “ วิเชียร ศิษย์จำเนียร “ (บางตำราบอกว่า สิงห์น้อย เกศสงคราม) และมีสถิติการชก 25 ครั้ง ไม่เคยแพ้ใคร โดยครั้งแรกชนะน็อคที่บ้านแพน

แต่ปอง ปรีดา มีความใฝ่ฝันที่จะเป็นนักร้องมากกว่านักมวย จึงตัดสินใจเลิกชก และตระเวนประกวดร้องเพลงต่อ ก่อนจะมาขออาศัยอยู่กับพระที่วัดบางอ้อ ต่อมาได้ไปเป็นคนงสานโยธา กรมช่างอากาศบำรุง แถวบางซื่อ แต่ก็มักจะหลบงานเพื่อออกไปประกวดร้องเพลงตามงานวัดแถวๆนั้น และก็มักจะคว้ารางวัลมาเป็นประจำ หลังจากตระเวนประกวดอยู่ระยะหนึ่ง และกลับมามีความมั่นใจมากขึ้น ก็วานเพื่อนให้พาไปฝากกับครู นารถ ถาวรบุตร หัวหน้าวงดนตรีโรงงานยาสูบ ที่คลองเตย และก็มีโอกาสได้อยู่รับใช้ครู พร้อมกับติดตามไปกับวงดนตรี และได้ร้องเพลงเมื่อนักร้องขาด จนถึงขั้นได้ร้องเพลงออกอากาศที่กรมประชาสัมพันธ์ และก็ฝันที่จะได้เป็นนักร้องอัดแผ่น ระหว่างนั้น วิม อิทธิกุล และ สกล เรืองสุข ได้ร่วมกันแต่งเพลงเขมรพวงให้ร้องด้วย

แต่ไม่ถึง 2 ปีต่อมา เมื่อมารู้ความจริงว่าโรงงานยาสูบ ไม่มีนโยบายส่งเสริมให้นักร้องบันทึกเสียง ประกอบกับความไม่ชัดเจนในรายได้ ปอง ปรีดา จึงออกมา และมาที่โรงเรียนสหมิตรดนตรี ที่ครูดนตรีชื่อดังของเมืองไทยราว 50 คนได้ร่วมกันตั้งขึ้น โรงเรียนแห่งนี้เป็นแผนกหนึ่งของบริษัท สหมิตรดนตรีจำกัด ที่ทำธุรกิจ ผลิตเพลง ทำแผ่นเสียง และ ขายเครื่องดนตรีเป็นหลัก แต่ปอง ปรีดา ก็ถูกที่นี่ปฏิเสธ แต่ด้วยความเชื่อมั่นในบรรดาครูเพลงเหล่านี้ เขาก็ทนหน้าด้าน หอบข้าวของมาอาศัยอยู่ที่โรงเรียน โดยเสนอตัวทำงานรับใช้ทุกอย่างด้วยความขยันขันแข็งเพื่อหวังสร้างความประทับใจ ขณะที่บางครั้งตัวเองก็ต้องอดข้าวอดน้ำ ถ้าไม่มีใครเมตตามอบข้าวน้ำให้

บันทึกเสียง
หลังจากทนอยู่ระยะหนึ่ง ครูนคร ถนอมทรัพย์ หรือ กุงกาดิน เกิดความสงสาร และเมื่อทดลองให้เขาร้องเพลงที่ร้องยาก ซึ่งเขาก็ทำได้ดี ครูจึงตัดสินใจนำเขาไปแนะนำกับ ครูมงคล อมาตยกุล และเอาไปฝากกับวง “ ประเทืองทิพย์ “ ของ ประเทือง บุญญประพันธ์ ปอง ปรีดา อยู่รับใช้ครูประเทือง 2 ปี ก็มีโอกาสได้ร้องเพลงออกอากาศทางสถานีวิทยุ สทร. ท่าราชวรดิษฐ์ ซึ่งครูประเทืองมีหมายการแสดงอยู่สัปดาห์ละครั้ง ขณะเดียวกันตามแผนปลุกปั้น ปอง ปรีดายังต้องคอยรับใช้ครูมงคลด้วย ซึ่งระหว่างนั้นครูนครก็แนะนำเรื่องการร้องเพลง เป่าแคน และการเลียนเสียงนกกา การเป่าใบไม้ เพื่อให้เขานำไปแสดงความสามารถให้ครูมงคลได้ชมถ้ามีโอกาส

ต่อมาปอง ปรีดา ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ส่งแผ่นเสียงที่ผลิตไปวางขายตามห้างแผ่นเสียง และเก็บเงินค่าแผ่นเสียง ต่อมาได้มีโอกาสเป่าแคน และทำเสียงเป่าปากในการบันทึกเสียงให้กับนักร้องหลายคนที่ครูมงคลพามาบันทึกแผ่น รวมทั้งสุรพล สมบัติเจริญ และทูล ทองใจ ขณะเดียวกันครูนคร ก็แนะนำให้เขาลองแต่งเพลงด้วย ซึ่งเพลงแรกที่เขาแต่งได้สำเร็จคือเพลง “ กลับอีสาน “ และเป็นเพลงแรกที่เขาได้บันทึกเสียง

โด่งดัง
แต่เคราะห์กรรมก็ยังไม่หมดสิ้น เพราะเพลงนี้นอกจากจะไม่ดังแล้ว ยังถูกทางการห้ามเปิด เพราะกระแสความตื่นกลัวเรื่องการแบ่งแยกดินแดนในภาคอีสาน งานนี้ทั้งครูนคร และปอง ปรีดา ต่างก็ถูกครูมงคลดุเอาทั้งคู่

ต่อมาครูนครได้แนะนำให้เขาแต่งเพลงเกี่ยวกับแม่น้ำโขง โดยมีเนื้อหาชมความงามของผู้หญิง ตามแบบเพลง “ เบิ่งโขง “ ของเฉลิมชัย ศรีฤๅชา ปอง ปรีดา ลองแต่งอีกครั้ง และได้ออกมาเป็นเพลง “ สาวฝั่งโขง “ หลังได้รับการตรวจทานโดยครูร้อยแก้ว รักไทยอยู่หลายครั้ง ครูมงคล ก็ตัดสินใจว่าจะลองดูกับลูกศิษย์คนนี้อีกสักครั้ง หลังจากที่ผิดหวังมาจากครั้งแรก แต่ในปี 2501 เพลงนี้ก็ได้พลิกชีวิตให้ปอง ปรีดา ได้ขึ้นมาโลดแล่นในวงการจวบจนชีวิตเข้าสู่วัยชรา

สำหรับชื่อปอง นั้น ครูมงคล เป็นคนตั้งให้ ส่วนปรีดานั้น สัมพันธ์ อูนากูล ตั้งให้
หลังจากเพลงดัง เขาก็ถูกบรรจุเข้าเป็นนักร้องรุ่นแรกๆของวงจุฬารัตน์ ที่ครูมงคลตั้งขึ้นในปี 2501 แทนวงลีลาศมงคล อมาตยกุล ขณะที่นักร้องคนอื่นๆก็มีครูนคร ที่ร้องเพลงสากล เบญจมินทร์ , ชัย อนุชิต ทูล ทองใจ และ พร ภิรมย์ ปอง ปรีดา ที่ผลิตเพลงดังอย่างเทพีเชียงใหม่ สาวอยู่บ้านใด๋ และสาวป่าซาง รวมทั้งเคยไปแสดงถึงประเทศลาวมาแล้ว อยู่กับวงจนถึงปี 2506 ก็ลาออกเพราะขัดแย้งกับเพื่อนในวง จากนั้นก็ไปอยู่กับวง “ รวมดาวกระจาย” ของครูสำเนียง ม่วงทอง จนถึงปี 2511 ก็ลาออกเพราะมีปัญหากับคนในวง

จากนั้นในปี 2512 เขาก็กลับอีสาน และร่วมกับเพื่อนตั้งวง “ ปอง ปรีดา “ ตระเวนรับงานแถวจ.อุดรธานี แต่ก็เกิดปัญหาบางประการจนต้องยุบวงในปีเดียวกันนั้น ต่อมา ปอง ปรีดา ได้หันมาทำไร่ และปักหลักอยู่ที่ลำนารายณ์ จ.ลพบุรี แต่ก็ยังรับงานร้องเพลงตามงานต่างๆ ในระยะ มีผู้มาซื้อเพลงที่เขาแต่งด้วยเงินก้อนโต
2521 ศรชัย เมฆวิเชียร มาซื้อเพลงสาวฝั่งโขง และ สาวอยู่บ้านใด๋ ของเขาไปบันทึกเสียงใหม่ จนโด่งดัง ซึ่งในการบันทึกเสียง ปอง ปรีดาก็ยังไปช่วยผิวปากให้ด้วย
จวบจนเข้าสู่วัยชรา ปอง ปรีดา ในวัยกว่า 70 ปี ก็ยังรับจ้างร้องเพลงอยู่
ปอง ปรีดา เสียชีวิตเมื่อวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2554 เวลา 11.30 น ที่โรงพยาบาลชัยบาดาล ด้วยอาการติดเชื้อในกระแสเลือด


7
ตามรอยเพลง - ชัยชนะ บุญนะโชติ 1


8
 เพลงดังชัยชนะ บุญนะโชติ  2

9
แม่แตงร่มใบ ชัยชนะ บุญนะโชติ

10
ชัยชนะ บุญนะโชติ
วันเกิด   5 มกราคม พ.ศ. 2485
เกิดที่   บ้านเลขที่ 9 ตำบลบางเล่า อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา
แนวเพลง   ลูกทุ่ง
อาชีพ   นักร้อง

ชัยชนะ บุญนะโชติ เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นักร้องเพลงลูกทุ่ง) ปี 2541 จากผลงานการนักร้องลูกทุ่งเสียงดี และสร้างสรรค์ผลงานเพลงฮิตมากมาย นอกจากนั้นก็ยังมีความสามารถในด้านศิลปะการแสดงภาคกลางเช่นลิเก ลำตัด เพลงอีแซว การแสดงตลก รวมถึงการแต่งเพลง ชัยชนะ ได้สร้างนักร้องลูกทุ่งประดับวงการไว้หลายคน โดยหนึ่งในจำนวนนั้นก็คือ ไวพจน์ เพชรสุพรรณ ปัจจุบันแม้จะอยู่ในวงการมานานถึงครึ่งศตวรรษ ชัยชนะ บุญนะโชติ ก็ยังคงรับงานร้องเพลงทั่วไป รวมทั้งงานทำขวัญนาค เช่นที่เคยทำมานานหลายสิบปี

ชัยชนะ บุญนะโชติ (เกิด 5 มกราคม พ.ศ. 2485 -) ที่บ้านเลขที่ 9 ตำบลบางเล่า อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นบุตรคนที่ 5 ของนายบุญชู และนางแฉ่ง บุญนะโชติ มีพี่น้อง 9 คน เข้ารับการศึกษาเบื้องต้นที่โรงเรียนประชาบาลวัดสามร่ม จนจบประถมปีที่ 4 แล้วไม่ได้ศึกษาต่อเนื่องจากพ่อแม่เป็นคนยากจน ต้องรับจ้างทำสวนหมาก สวนมะม่วง จึงอยู่ไม่เป็นที่เป็นทาง ตอนแรกอาศัยอยู่กับญาติๆที่ จ.ปราจีนบุรี จากนั้นย้ายมาอยู่กับน้าชายซึ่งเป็นหัวหน้าคณะลิเกอยู่ อ.บ้านสร้าง แล้วกลับมาอยู่ที่บ้านเกิด จ.ฉะเชิงเทรา

ชัยชนะชอบร้องเพลงมาตั้งแต่เด็ก ยามว่างเขาจะร้องเพลงอยู่เสมอๆ และบังเอิญในช่วงนั้นมีครูคนหนึ่ง ชอบฟังเพลงจึงได้ชัยชนะร้องให้ฟังอยู่เป็นประจำ ชัยชนะมีความชื่นชอบในเพลงของสมยศ ทัศนพันธ์อย่างมาก หลังจากที่พบว่าพอมีพรสวรรค์ในด้านนี้อยู่บ้าง เขา กับน้องชายคือชัยณรงค์ บุญนะโชติ ก็ไปรับจ้าง ร้องเพลงตามงานเล็กๆใกล้บ้านในบางครั้ง

เพราะความยากจน เพื่อจะได้อาศัยเรียนหนังสือ ชีวิตวัยเด็กของชัยชนะจึงต้องไปเป็นลูกศิษย์วัด เมื่อเรียนจบ ป.4 แล้วไม่มีเงินเรียนต่อ ต่อมานายวิเชียร ตัณยะสิทธิ์ ซึ่งทำงานอยู่ที่บริษัท ส.สำราญไทยแลนด์ ที่ทำมีดช้อนลงหิน ที่กรุงเทพฯ ได้มาบวชที่วัดนั้น ชัยชนะจึงเป็นลูกศิษย์ของหลวงพี่วิเชียร

เมื่อหลวงพี่วิเชียรสึกจากพระได้ชวนชัยชนะ ซึ่งตอนนั้นอายุ 14 ปี ให้ไปทำงานที่ บริษัท ส.สำราญไทยแลนด์ ที่ซอยกิ่งเพชร เขาทำอยู่ได้ 2 ปี ก็กลับบ้านที่ จ.ฉะเชิงเทรา และหันมาทำงานเป็นเด็กรถ ในยามว่าง เขากับชัยณรงค์ น้องชาย ก็อาศัยบริเวณท้ายรถโดยสารเป็น เวทีการแสดงการร้องเพลงของเขา โดยเก็บเงินจากบรรดาเด็กรถด้วยกันสำหรับการเข้าชม ชีวิตช่วงนี้เองที่ทำให้ ชัยชนะ เริ่มก้าวเข้าสู่วงการนักร้องอย่างเป็นจริงเป็นจังมากขึ้น เมื่อเขาเริ่มเป็นนักร้องสมัครเล่นตามงานบวช งานแต่งงาน ซึ่งก็มีคนที่ชื่นชอบ และมอบเงินให้เป็นของขวัญ

เมื่อครั้งมีงานประจำปีวัดหลวงพ่อพุทธโสธร ชัยชนะได้ขอไปร้องเพลงที่ร้านเกษตร ซึ่งมาออกร้านขายอาหาร ที่นี่ชัยชนะเป็นนักร้องที่ผู้คนชื่นชอบเป็นอย่างมาก ขณะที่ชัยชนะร้องเพลงอยู่นั้น นายบุญยง สาคลียะ ซึ่งมีวงดนตรี "ลูกตะวันออก" ได้มาเปิดร้านขายอาหารและแสดงดนตรีอยู่ด้วย ได้มายืนฟังชัยชนะร้องเพลงในแนวของคำรณ สัมปุณณานนท์ เห็นว่า ชัยชนะเป็นนักร้องเสียงดี จึงชวนไปร้องเพลงกับตนในช่วงที่มีงาน โดยออกตระเวนแสดงดนตรีในภาคตะวันออก จนมีชื่อเสียงในชื่อ คำรณน้อย ทำให้ชัยชนะเริ่มหันมาชอบเพลงในแนวของคำรณอีกคน

บันทึกเสียง
ครั้งหนึ่ง วงดนตรีตะวันออก เข้าประกวดที่สถานีโทรทัศน์ช่อง 5 ชัยชนะขับร้องเพลงชีวิตชาวนาของคำรณ นายเตียง โอศิริ ผู้จัดการฝ่ายแผ่นเสียงของบริษัทกมลสุโกศลได้ชมรายการนั้นอยู่ด้วย และเมื่อพยงค์ มุกดาได้แต่งเพลง " ของเขาไม่เอา ของเราไม่ให้ " ที่พูดถึงกรณีพิพาทเรื่องเขาพระวิหารไปเสนอขาย นายเตียง จึงให้คนไปตามหาตัวชัยชนะมาบันทึกแผ่นเสียง งานนี้ ครูพยงค์ ได้แต่งเพลงให้ชัยชนะอีกเพลงชื่อ " 21 รำลึก " ชัยชนะจึงมีโอกาสได้บันทึกแผ่นเสียงครั้งแรกเมื่ออายุ 16 ปี และ 2 เพลงนี้ทำให้เขาพอมีชื่อเสียงอยู่บ้าง จากนั้น ชัยชนะ ก็ออกเดินสายไปกับวงของครูพยงค์ มุกดา ครั้นพออายุ 18 ปี ก็แอบหนีครูพยงค์ ไปบันทึกเสียงให้กับ พิพัทธ์ บริบูรณ์ รวม 14 เพลง และได้ค่าเหนื่อยเป็นทองคำ 20 บาท งานนี้เขาได้อัดเพลงบางกอกน้อย ที่นักร้องดังหลายคน อย่างทูล ทองใจ , ชรินทร์ นันทนาคร และนริศ อารีย์ ปฏิเสธที่จะร้องเพราะความยาก แต่เพลงนี่ก็ทำให้เขามีชื่อเสียงโด่งดังในทันที และจากนั้นผลงานเพลงของชัยชนะ ก็เป็นที่ชื่นชอบของประชาชนมาอย่างยาวนาน

ผลงานเพลงที่สร้างชื่อเสียง
สามปีที่ไร้นาง - แต่งเอง ให้ ไวพจน์ เพชรสุพรรณ (ขับร้อง)
ของเขาไม่เอา ของเราไม่ให้ ( ผลงานคุณครู พยงค์ มุกดา )
บางกอกน้อย ( ผลงานคุณครู พิพัฒน์ บริบูรณ์ )
แม่แตงร่มใบ ( ผลงานคุณครู ไพบูลย์ บุตรขัน )
นาล่ม ( ผลงานคุณครู ประพันธ์ สุริยศักดิ์ )
ลูกเขย
ล่องใต้ ( ผลงานคุณครู พยงค์ มุกดา )
กระท่อมปลายนา - กระท่อมระทม
ใจนางเหมือนทางรถ
บางแค
บางกอกกรุงเก่า ( ผลงานคุณครู ไพบูลย์ บุตรขัน ใช้นามแฟงชื่อว่า .. ตรีบูรพ์ )
ดอกดินถวิลฟ้า ( ผลงานคุณครู ไพบูลย์ บุตรขัน )
อยากมีแฟน ( แฟนคนสวย )
อดีตรักเดือนสิบสอง

นักแต่งเพลง
นอกจากจะเป็นนักร้องแล้ว ชัยชนะ ยังมีความสามารถในการประพันธ์เพลงด้วย ซึ่งหลายเพลง ก็เป็นที่นิยม เช่น
สามปีที่ไร้นาง (ไวพจน์ เพชรสุพรรณ - ก้าน แก้วสุพรรณ)
สิ้นเดือนเหมือนสิ้นใจ (ยงยุทธ เชี่ยวชาญชัย)
แม่ช่อพยอม (ก้าน แก้วสุพรรณ)
ทุ่งร้างนางลืม (ชินกร ไกรลาศ)
มาลัยจากนักเพลง (รุ่งเพชร แหลมสิงห์)
หลงจันทร์ (ชัยณรงค์ บุญนะโชติ)
เมื่อฉันขาดเธอ (เพชร พนมรุ้ง)
มาลัยรักจากมิตรเพลง (รุ่ง โพธาราม)

ปั้นนักร้อง
ชัยชนะ บุญนะโชติ เป็นนักร้องที่สร้างลูกศิษย์ในวงการนักร้องลูกทุ่งที่มีชื่อเสียงไว้หลายคน อาทิ ไวพจน์ เพชรสุพรรณ,เดือนเพ็ญ ณ สามพราน, ชัยณรงค์ บุญนะโชติ, เยี่ยม โยธะกา, แดน ดอนเจดีย์
เขายังมีความสามารถในการแหล่ทำขวัญนาคแสดงลิเก เพลงฉ่อย ละครเพลง ลำตัด เพลงอีแซวเป็นต้น

เกียรติยศ
รับพระราชทานเข็มเกียรติคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
รับพระราชทานเหรียญ ภ.ป.ร.ในงานสังคีตมงคล
รับรางวัลโล่พระราชทาน จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ในงานกึ่งศตวรรษลูกทุ่งไทย ครั้งที่ 1 จากเพลงแตงร่มใบ ครั้งที่ 2 จากเพลงชายสามโบสถ์
รับประกาศเกียรติคุณกึ่งศตวรรษลูกทุ่งสืบสานวัฒนธรรม จากเพลง บ้ากัญชา
ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นักร้องเพลงลูกทุ่ง) ประจำปีพุทธศักราช 2541

เครื่องราชอิสริยาภรณ์
พ.ศ. 2542 เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่สรรเสริญยิ่งดิเรกคุณาภรณ์ ชั้น จตุตถดิเรกคุณาภรณ์

11
เพลงดังยงยุทธ เชี่ยวชาญชัย 2
รักน้องขอมองหน่อย - ยงยุทธ

12
สัจจะของชาวนา - ยงยุทธ เชี่ยวชาญชัย

13
ยงยุทธ เชี่ยวชาญชัย
ยงยุทธ  เชี่ยวชาญชัย

ชื่อจริง      จิ๋งค้วง  แซ่เซียว (อดุลย์สีหวัฒน์)
วันเกิด      วันอังคารที่  30  กรกฎาคม  พ.ศ.2478
ภูมิลำเนา   อำเภอบ้านหมี  จังหวัดลพบุรี
เสียชีวิต   วันที่  28  มิถุนายน  พ.ศ.2535

อายุได้  18  ปี  ได้เดินทางเข้ามากรุงเทพฯ  มาเป็นลูกจ้างเด็กขายของอยู่แถวตลาดพลู  เรื่องร้องเพลงเขาชอบมาตั้งแต่เด็กแล้ว  ตอนเรียนหนังสือเวลามีงานของโรงเรียน  เขาจะต้องได้ขึ้นร้องเพลงอยู่เสมอ  และยังได้เป็นคนร้องเพลงชาตินำนักเรียนของโรงเรียนในตอนเช้าด้วย  พอโตเป็นหนุ่มชอบไปประกวดร้องเพลงตามงานวัดอยู่เสมอ  โดยที่พ่อ – แม่ในตอนนั้นท่านห้าม  โดยพ่อ – แม่บอกว่าเราเป็นลูกคนจีน  อย่าเต้นกินรำกินเลย  ให้ค้าขายดีกว่า  และเส้นทางของการเป็นนักร้องนั้น  เมื่อเข้ามาเป็นทหารเกณฑ์ (ทหารอากาศ)  และได้มารู้จักกับสุรพล  สมบัติเจริญ  แต่ตัวของยงยุทธเองยังไม่ได้เอาจริงเอาจังในการเป็นนักร้องอาชีพมากนัก  พอออกจากการเป็นทหารได้ไปเป็นนักพากย์หนังกลางแปลง  ให้กับบริษัทยาหอม  5  เจดีย์  โดยทำอยู่ได้ปีกว่า  และได้มาเจอกับสุรพลอีกหน  สุรพลเลยชวนมาเป็นนักร้องประจำวง  ซึ่งเวลานั้นสุรพลได้คิดที่จะตั้งวงดนตรีเป็นของตัวเอง  และเมื่อตกลงใจเรียบร้อยแล้ว  ต่อมาสุรพลก็ได้แต่งเพลงให้ยงยุทธร้อง  เพลงแรกคือเพลง “สัจจะของชาวนา” ออกมาเมื่อ พ.ศ.2502  ซึ่งพอเพลงนี้ออกมาก็โด่งดัง  และประสพความสำเร็จเป็นอย่างมาก  ทุกเพลงที่ยงยุทธ  เชี่ยวชาญชัย ทยอยร้องอัดแผ่นเสียงออกมา  ส่วนมากจะเป็นการแต่งของสุรพลแทบทั้งสิ้น  ไม่ว่าจะเป็นเพลง  โมรา, สาวรถเก๋ง, รักพี่จงหนีพ่อ, โป้ยเซียนเสี่ยงทาย, ฝนสั่งฟ้า  ยงยุทธได้ร้องเพลงดี ๆ ของสุรพลที่แต่งให้ร้องมีอย่างมากมาย  สมัยก่อนนักร้องลูกทุ่งและวงดนตรีมีน้อย  ช่วงนั้นเป็นปีทองของวงสุรพลอย่างแท้จริง  พอปี พ.ศ.2512  ยงยุทธได้หันหลังอำลาต่อวงการเพลงลูกทุ่ง  เลิกร้องเพลงแล้วก็ไม่ได้หางานทำอะไร  ทำตัวเป็นนักเสี่ยงโชค  พออายุได้  57  ปี  ได้ป่วยเป็นโรคหืดหอบ  และถุงลมโป่งพอง  จึงได้รับการรักษาตัวมาโดยตลอด  และได้มาเสียชีวิตลงเมื่อวันที่  28  มิถุนายน  พ.ศ.2535  โดยศพตั้งสวดที่วัดขุนจันทร์  ตลาดพลู
ยงยุทธ์มีพี่ชายร้องเพลงอยู่  1  คน  ชื่อ พิเชษฐ์  เชี่ยวชาญชัย
ยงยุทธ์และเตือนใจ  บุญพระรักษา  เคยเป็นสามี – ภริยา กันมาก่อน

เกียรติยศ
12  กันยายน  พ.ศ.2532  ได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติพระราชทาน  จากสมเด็จพระเทพฯ  ในฐานะนักร้องดีเด่น  เนื่องในการจัดงาน กึ่งศตวรรษเพลงลุกทุ่งไทย  ครั้งที่ 1  ในเพลง “ขันหมากมาแล้ว”  แต่งโดย ครูสุรพล  สมบัติเจริญ

14
ข่าวสาร ความรู้ / วิวัฒนาการของมนุษย์
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 27, 2014, 04:41:38 PM »
วิวัฒนาการของมนุษย์
เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลง พัฒนาหรือวิวัฒนาการ ที่ทำให้สิ่งมีชีวิต (สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมประเภทลิงใหญ่ - Ape) มีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ กลายเป็นสปีชีส์ใหม่ จนในที่สุดพัฒนาไปเป็นมนุษย์ปัจจุบัน

วิวัฒนาการของมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของวิชาชีววิทยา เป็นสาขาวิชาที่ทำการสืบค้นอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ เพื่อทำความเข้าใจและอธิบาย ว่าการเปลี่ยนแปลง และพัฒนาจากลิงใหญ่กลายเป็นมนุษย์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
การศึกษาวิวัฒนาการของมนุษย์ รวบรวมวิทยาศาสตร์เข้าไว้หลายแขนง ที่เด่นชัดก็คือมานุษยวิทยากายภาพ (physical anthropology) และพันธุศาสตร์ (genetics)
คำว่า 'มนุษย์' ในบริบทของการวิวัฒนาการของมนุษย์ หมายถึงจีนัส โฮโม (Homo) แต่การศึกษาวิวัฒนาการมนุษย์ก็มักจะรวมสมาชิกตระกูลมนุษย์ เรียกว่า โฮมินิด (hominid) (Family Hominidae) อย่าง Australopithecines เข้าไปด้วย



ประวัติวิวัฒนาการของมนุษย์
การศึกษามนุษย์วิทยากายภาพ (Physical Anthropology, Paleoanthropology) ยุคใหม่ เริ่มขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมื่อมีการค้นพบซากมนุษย์นีแอนเดอร์ธาล(Neanderthal man) และหลักฐานต่างๆ ของมนุษย์ถ้ำ
ความคิดที่ว่ามนุษย์มีความคล้ายคลึงกับลิงใหญ่มีมานานแล้ว แต่ความคิดเกี่ยวกับทฤษฏีวิวัฒนาการ ที่เป็นที่ยอมรับเริ่มขึ้น เมื่อ ชาร์ลส์ ดาร์วิน(Charles Darwin) ตีพิมพ์หนังสือ On the Origin of Species ในปี ค.ศ. 1859 และหนังสือเล่มถัดมาของเขา Descent of Man
ตั้งแต่สมัยของ คาโรลัส ลินเนียส (Carolus Linnaeus) ได้จัดให้ ลิงใหญ่อยู่ในกลุ่ม ที่เป็นญาติใกล้ชิดมนุษย์ โดยดูจากลักษณะภายนอก
ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 คาดกันว่า ลิงชิมแปนซีและลิงกอริลล่าเป็นญาติที่ใกล้ชิดที่สุดของมนุษย์ ซึ่งยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน


ก่อนจะมาเป็นมนุษย์
เราสามารถสืบหาวิวัฒนาการของไพรเมตย้อนหลังไปได้ถึงประมาณ 60 ล้านปีก่อน ไพรเมตมีบรรพบุรุษร่วมกันกับสัตว์จำพวกค้างคาว ซึ่งอาจมีชีวิตอยู่ช่วงประมาณยุค ครีเทเชียส (ทันยุคท้ายๆของพวกไดโนเสาร์)
ไพรเมต (เก่าแก่ที่สุดเท่าที่ทราบกัน) มาจากบริเวณอเมริกาเหนือ แพร่กระจายผ่าน ยุโรป เอเชีย และแอฟริกา ในยุค Paleocene และ Eocene
เมื่ออากาศเปลี่ยนแปลงเป็นหนาวเย็นในต้นยุค Oligocene (ประมาณ 40 ล้านปีก่อน) ไพรเมตสูญพันธ์ไปเป็นจำนวนมาก เหลืออยู่เพียงบริเวณแอฟริกาและเอเชียใต้
บรรพบุรุษยุคแรกๆของโฮมินิด (ลิงใหญ่และมนุษย์) ออกจากแอฟริกาเข้าสู่ยุโรปและเอเชีย เมื่อประมาณ 17 ล้านปีก่อน ซึ่งต่อมาวิวัฒนาการไปเป็น บรรพบุรุษของลิงใหญ่ ลิงกอริลลา และลิงชิมแปนซี และก็มีสายพันธุ์หนึ่ง วิวัฒนาการกลายเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์เมื่อประมาณ 6 ล้านปีก่อน
แม้จะยังไม่ได้ข้อมูลจากฟอสซิล แต่การตรวจสอบทางโมเลกุล (ดีเอ็นเอ) ก็บอกให้เราทราบว่า บรรพบุรุษของมนุษย์ วิวัฒนาการแยกจากลิงกอริลลาเมื่อประมาณ 8 ล้านปีก่อน และแยกจากลิงชิมแปนซี เมื่อประมาณ 4 ล้านปีก่อน
เมื่อ 8 ล้านปีก่อน ขณะนั้นทวีปแอฟริกาทั้งทวีปถูกปกคลุมด้วยป่าฝนที่รกทึบ แต่การกำเนิดของเทือกเขาหิมาลัย ที่สูงเทียมเมฆในช่วงเวลาเดียวกัน ทำให้ทิศทางของลมมรสุมต่างๆ เปลี่ยนไป ส่งผลให้ฝนที่ตกในแอฟริกาลดลง ทวีปแอฟริกาจึงกลายสภาพเป็นป่าโปร่งแทนที่จะเป็นป่าฝนที่รกทึบ (แต่ก็ยังมีป่าฝนอยู่บ้างเป็นแห่งๆ)


Australopithecus afarensis
ป่าโปร่ง มีต้นไม้ที่น้อยกว่าป่าฝน ลิงที่อยู่ในป่าจึงต้องปรับตัวให้อยู่บนพื้นดินได้ด้วย การปรับตัวเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป จนในที่สุด 3,900,000 ปีก่อน ลิงกลุ่มนั้นได้วิวัฒนาการมาเป็นสปีชีส์ Australopithecus afarensis ซึ่งสามารถใช้ชีวิตได้ทั้งบนต้นไม้และบนพื้นดิน สามารถเดินสองขาและเดินสี่ขาได้ ต่างจากลิงในอดีตที่ไม่สามารถเดินสองขาได้
ส่วนสาเหตุของการปรับตัวให้เดินสองขาได้นั้น ในอดีต นักวิทยาศาสตร์คาดว่า อาจเป็นเพราะการเดินสองขานั้นสามารถยืดตัวให้สูงขึ้น มองเห็นศัตรูได้จากระยะไกล แต่ว่า การทำตัวให้สูงขึ้น ย่อมทำให้ศัตรูเห็นตัวได้ง่ายขึ้นเช่นกัน เหตุผลด้านนี้จึงตกไป เพราะในความเป็นจริงแล้ว การเดินสองขานั้น มีประสิทธิภาพในการใช้พลังงานในร่างกายมากกว่าการเดินสี่ขา ดังนั้น Australopithecus afarensis สามารถประหยัดพลังงานในร่างกาย เพื่อทำกิจกรรมอื่นได้ดีขึ้น เช่น การปกป้องอาณาเขต หรือ การสืบพันธุ์
1 ล้านปีถัดมา เมื่อ 2,900,000 ปีก่อน Australopithecus afarensis เริ่มมีวิวัฒนาการ และพัฒนาเป็นสิ่งมีชีวิตสปีชีส์ใหม่ คือ Paranthropus boisei ซึ่งมีพละกำลังเพิ่มขึ้น เข้ามาแทนที่
เวลาผ่านไป 400,000 ปี ในช่วง 2,500,000 ปีก่อน โลกเกิดภาวะเย็นตัวลง เกิดน้ำแข็งยักษ์สะสมที่ขั้วโลก ทำให้น้ำที่เป็นของเหลวลดจำนวนลง แผ่นดินทั่วโลกจึงแล้งขึ้นเล็กน้อย รวมทั้งแอฟริกาด้วย แอฟริกาในช่วงนี้กลายเป็นทวีปที่มีความหลากหลายทางภูมิศาสตร์ ตั้งแต่ป่าฝนรกๆ ป่าโปร่ง ทุงหญ้า หรือทะเลทราย ++ ป้าลูซี่


มนุษย์
Homo habilis
สภาพแวดล้อมที่แตกต่าง ทำให้สิ่งมีชีวิตในแอฟริกาเกิดการปรับตัวที่แตกต่าง กลายเป็นมนุษย์วานรหลายสปีชีส์ อยู่รวมกันในบริเวณต่างๆ ของแอฟริกา แต่ทว่า สปีชีส์หนึ่งในนั้น ไม่ใช่มนุษย์วานร แต่เป็นมนุษย์
สปีชีส์แรกที่นับได้ว่าเป็นมนุษย์ ปรากฏขึ้นในแอฟริกาเมื่อ 2,200,000 ปีก่อน ชื่อว่าสปีชีส์ Homo habilis (Homo เป็นภาษาละติน แปลว่า มนุษย์) พวกเขาวิวัฒนาการให้เป็นสปีชีส์ที่มีความคล่องตัวทุกกรณี และมีสมองที่ฉลาดกว่าสปีชีส์อื่นๆ เขาเป็นสปีชีส์แรกที่คิดค้นการทำอาวุธเครื่องมือต่างๆ จากหิน แต่ไม่มีพละกำลังมากเท่ากลุ่ม Paranthropus boisei และยังไม่มีการสื่อสารด้วยการพูด
ทักษะของฮาบิลิส ทำให้พวกเขาอยู่รอดได้ในหลายสภาพภูมิศาสตร์ เพราะรู้จักการปรับตัวและการใช้สมอง จนกระทั่งเวลาผ่านไป 300,000 ปี Homo ergaster ปรากฏขึ้นบนโลกเมื่อ 1,900,000 ปีก่อน และเป็นเผ่าแรกที่สือสารด้วยการพูดได้ เป็นคู่แข่งทางวิวัฒนาการของฮาบิลิสที่ได้เปรียบฮาบิลิส เพราะเออร์กัสเตอร์ มีสมองที่ฉลาดกว่า และมีการพูดเป็นการสื่อสาร จนกระทั่งฮาบิลิสได้สูญพันธุ์ไปเมื่อ 1,600,000 ปีก่อน

Homo erectus
เออร์กัสเตอร์ สูญพันธุ์ไปเมื่อ 1,400,000 ปีก่อน โดยมี Homo erectus ก้าวแทนที่ มีวิวัฒนาการมาจาก habilis โดยตรง ก้าวเข้ามาต่อสู้ในโลกแห่งความจริงแทนฮาบิลิส มีความเจริญใกล้เคียงมนุษย์ปัจจุบัน หลังจากอีเร็คตัสกำเนิดขึ้นมาได้ 200,000 ปี บอยเซอิก็สูญพันธุ์ไป

Homo sapiens
อีเร็คตัสมีชีวิตอยู่นาน 1,240,000 ปี ก่อนจะสูญพันธุ์ไปเมื่อ 250,000 ปีก่อน เพราะได้วิวัฒนาการโดยตรงมาเป็น Homo sapiens ซึ่งก็คือมนุษย์ปัจจุบัน เข้าแทนที่หลังจากนั้นเป็นต้นมา
ดูเหมือนว่าพวกโฮมินิด จะเป็นหนึ่งในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่สามารถพัฒนา การดำรงชีวิต ซากฟอสซิลจากยุคนั้น ที่พบก็เช่น สายพันธุ์

- Sahelanthropus tchadensis (7-6 ล้านปีก่อน)
- Orrorin tugenensis (6 ล้านปีก่อน)
และในยุคต่อๆมาก็พบ
- Ardipithecus (5.5-4.4 ล้านปีก่อน)
- Australopithecus (4-2 ล้านปีก่อน)
- Paranthropus (3-1.2 ล้านปีก่อน)
- Homo (1.98 ล้านปีก่อน-ปัจจุบัน)

15
ขันหมากเศรษฐี - เสกศักดิื ภู่กันทอง

หน้า: [1] 2 3 ... 20

รับทำเว็บ สมุทรปราการ


View My Stats